แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TV แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TV แสดงบทความทั้งหมด

4/11/2556

โทรทัศน์ระบบดิจิทัล



โทรทัศน์ระบบดิจิทัล
 หรือ โทรทัศน์ดิจิทัล (อังกฤษ: Digital television) หรือทีวีดิจิตอล คือการส่งผ่านของเสียงและวิดีโอโดยสัญญาณดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งความคมชัดของภาพและเสียง การส่งข้อมูลแบบนี้สามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบแอนะล็อกในหนึ่งช่องสัญญาณ จึงเรียกได้อีกอย่างว่า Multicasting การส่งสัญญาณเป็นแบบดิจิตอลจึงทำให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าด้วย เช่น โทรทัศน์ระบบ HDTV ตรงกันข้ามอะนาล็อกก็ใช้กับสัญญาณโทรทัศน์อะนาล็อก หลายประเทศจะเปลี่ยนการรับสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอะนาล็อกเป็นโทรทัศน์ระบบดิจิทัล เพื่อออกอากาศโทรทัศน์แบบอะนาล็อกได้ จึงใช้วิทยุคลื่นความถี่เดิม โทรทัศน์แต่เดิมใช้ระบบอนาลอก (analog) หรือเชิงเส้นทั้งในภาคการส่งสัญญาณและภาครับสัญญาณ แต่ต่อมาเมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาอย่างกว้างขวางขึ้น จึงได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์นำมาพัฒนาใช้ในการช่วยโทรทัศน์ แต่ต่อมาได้มีผู้เล็งเห็นว่าหากนำ เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกับเทคโนโลยีของโทรทัศน์ คงจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล คอมพิวเตอร์นั้นใช้ส่งสัญญาณ และรับสัญญาณในระบบดิจิตอล ดังนั้น จึงได้ปรับปรุงโทรทัศน์ให้ใช้ระบบดิจิตอลด้วย เนื่องจากโทรทัศน์ใช้กันทั่วโลก การเปลี่ยนระบบจากอนาลอกเป็นระบบดิจิตอล จึงต้องเปลี่ยนทั่วโลก ซึ่งคณะกรรมการสหภาพโทรคมนาคมสากล (ITU) กำลังประชุมกันอยู่ โดยกำหนดมาตรฐานดังนี้ 1.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลผ่านดาวเทียม (DVB-S The Digital Video Broadcasting Satellite System) , 2.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลผ่านสายเคเบิล (DVB-C the digital cable eleliverly system) และ 3. ระบบแพร่ภาพดิจิตอลภาคพื้นดิน (DVB-T the Digital Terrestrial Television System)

กลไกการทำงาน

เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็น ดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทาง ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโทรทัศน์ระบบอะนาล็อก เมื่อสัญญาณดิจิตอลถูกส่งมายังเครื่องรับโทรทัศน์ จะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 หรือ MPEG-4 ทำการถอดรหัส หลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปยังหลอดภาพ แล้วหลอดภาพจะยิงลำแสงออกไปยังหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพ ซึ่งในระบบ HDTV นั้นจะให้ภาพที่มีความละเอียดของ Pixel สูงกว่าโทรทัศน์ทั่วไปมาก จึงทำให้ภาพที่ออกมามีความคมชัด ละเอียด และไม่มีการกระพริบของสัญญาณภาพ ลักษณะการยิงลำแสง แบ่งได้ 2 แบบ คือ Interlaced Scanning และProgressive Scanning
  • 480i/576i (SDTV) เป็นสัญญาณโทรทัศน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นแบบดิจิทัล
  • 480p/576p (EDTV) เป็นโทรทัศน์ที่มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น (Enhanced Definition Television) หรือEDTV ที่ให้ภาพชัดเจนใกล้เคียงกับ HDTV ซึ่งดีกว่าที่รับชมกันในขณะนี้และทุกวันนี้สามารถ เล่นแผ่นดีวีดีทั้งหมดกับ EDTV ได้
  • 720p (HDTV) เป็น HDTV format ที่ให้คุณภาพใกล้เคียงกับ 1080i แต่ก็ยอมให้ส่งสัญญาณ 480p ได้ด้วย
  • 1080i (HDTV) เป็น HDTV image ที่มีคุณภาพของภาพที่คมชัดซึ่งเป็นแบบที่ผู้ให้บริการโทรทัศน์ใช้อยู่

ดิจิตอล คือ อะไร

ดิจิต แปลว่า นิ้ว ในสมัยโรมันการคิดเลขใช้วิธีนับนิ้ว ดังนั้น อะไรที่ใช้คิดเลขก็จะเรียกว่า ดิจิตอล เนื่องจากนิ้วมี 10 นิ้ว การนับจึงเรียกว่าเลขฐาน 10 คือ นับ ตั้งแต่ 1,2,3,4,5,6,7,8,9,0 เมื่อถึง 0 แล้วจะนับต่อต้องเอาเลขมาเรียงกันก็จะได้ 10,11,12,13,14,15 เป็นต้น มีวิธีนับอีกวิธีหนึ่ง ที่เรียกว่า เลขฐาน 2 คือ 1 และ 0 ตัวเลขฐาน 1 และ 0 ตัวเลขฐาน 2 นี้จะเรียงต่อกันไปและเปลี่ยนเป็นเลขฐาน 10 ได้เช่น 0 เท่ากับ 0 , 1 เท่ากับ 1 , 10 เท่ากับ 2 , 11 เท่ากับ 3 เป็นต้น ตัวเลข 0 และ 1 ที่วิ่งตามกันเป็นแถวก็จะสามารถปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ถูกต้องได้ไม่ยาก เพราะไม่ใช่ 0 ก็ต้องเป็น 1 ไม่ใช่ 1 ก็ต้องเป็น 0 คอมพิวเตอร์ใช้สัญญาณดิจิตอล คือ เลข 0 และ เลข 1 เวลาส่งสัญญาณก็แปลงเป็นไฟฟ้าก่อน ที่ใดมีสัญญาณ 0 คือ ปิดสวิทซ์ ถ้าเปิดสวิตซ์ สัญญาณก็จะเป็น 1 ด้วยวิธีการเปิด และปิดสวิตซ์นี้ เราก็สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลได้ การเปิดและปิดสวิตซ์นี้ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้เปิด-ปิดได้เร็วและเรียบร้อย

[แก้]คอมพิวเตอร์เข้ามาในโทรทัศน์ได้อย่างไร

ในระยะแรกคอมพิวเตอร์เข้ามาในวงการโทรทัศน์เพื่อมาช่วยในบริหารและการจัดการ เช่น คิดบัญชี ทำบัญชีสิ่งของ ทำบัญชีบุคลากร และการใช้เป็นเครื่องมือในสำนักงาน เป็นต้น ต่อมาก็ใช้ในการทำระบบอัตโนมัติในสำนักงาน ใช้ในการช่วยส่งข่าวบ้าง ใช้ในการบันทึกข้อความบ้าง ต่อมาเมื่อมีระบบกราฟิกเข้ามา ได้ใช้คอมพิวเตอร์ทำตัวอักษรและทำกราฟิคต่างๆ ตลอดจนช่วยในการทำภาพโฆษณาต่างๆ ตลอดจนช่วยในการทำภาพโฆษณา ภาพพิเศษต่างๆ ภาพที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นทำได้สวยงามวิจิตรพิสดารเป็นอย่างมาก เช่น ภาพนกกินหยดน้ำ นกที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์สวยยิ่งนัก ทำให้เกิดภาพอื่นๆ ขึ้นมาอีกมากมายหลายแบบ จนกระทั่งทำให้ภาพนิ่งเคลื่อนไหวได้ (Animation) ตัวการ์ตูนตัวเดียว สามารถเคลื่อนไหวได้สารพัด ทำให้ สามารถสนองตอบจินตนาการของผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูน ได้เป็นอย่างดีทั้งนี้เพราะดิจิตอลสามารถเปลี่ยนแปลง และแปรผันได้ตามโปรแกรมที่จัดเข้ามา
การบันทึกภาพในระบบอนาลอกนั้น เมื่อนำไปกระทำซ้ำต่อกันหลายครั้ง ภาพจะมีคุณภาพลดลง คือ ไม่ชัดเท่ากับต้นฉบับ แต่ในระบบดิจิตอลนั้นแม้จะนำไปกระทำซ้ำ ต่อเนื่องกันหลายสิบครั้งภาพก็ยังคงมีคุณภาพคงเดิม ด้วยข้อดีนี้จึงมีการนำเอาระบบดิจิตอล มาใช้ในเครื่องบันทึกภาพโทรทัศน์และเครื่องบันทึกภาพ แบบอื่นๆ ต่อมาได้มีการพัฒนากล้องโทรทัศน์ให้เป็นระบบดิจิตอลบ้าง การนำเอาดิจิตอลมาใช้กับกล้องโทรทัศน์นี้ มิใช่ว่าจะทำให้คมชัดอย่างเดียวเพราะกล้องที่คมชัดมากๆ ภาพจะไม่สวย เพราะจะเห็นสิวฝ้า ตลอดจนรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ชนิดที่เจ้าของหน้าเห็นเข้าอาจเป็นลมไปเลยก็ได้ แต่ดิจิตอลมีข้อดีตรงที่บังคับ และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มอัตโนมัติ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยสิวและรอยเหี่ยวย่นก็จะกลายเป็นหน้าที่มีผิวสีชมพูระเรื่อ ผิวเนียนอย่างนางงามผิวเนียนอะไรอย่างนั้น แต่ก็จะเป็นเฉพาะบางกล้องเท่านั้น เพราะกล้องดิจิอตอลที่คุณภาพต่ำก็มี แตถ้าคุณภาพสูง ภาพจะสวยแต่ราคาก็จะแพงมากเช่นกัน
เมื่อกล้องก็เป็นดิจิตอลแล้วอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องตัดต่อภาพ เครื่องลำดับภาพ เครื่องทำภาพพิเศษ เครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ เครื่องกระจายสัญญาณและเครื่องควบคุมอื่นๆ ก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นดิจิตอลไปด้วยรวมถึงทั้งอุปกรณ์ห้องส่ง หรืออุปกรณ์ห้องผลิตรายการทั้งหมด แม้แต่การบังคับไฟที่ให้แสงในการถ่ายทำก็บังคับด้วยดิจิตอล รวมความแล้ว่าระบบในห้องส่งโทรทัศน์ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบเป็นดิจิตอลทั้งหมด สายที่ส่งสัญญาณเข้ามาก็ถูกเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล แต่การส่ง สัญญาณ จากสถานีไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ตามบ้านผู้ชมนั้นยังไม่ได้ ใช้ระบบดิจิตอล เพราะเครี่องรับโทรทัศน์ของผู้ชมยังเป็นอนาลอกอยู่ การที่จะเปลี่ยนเครื่องรับหลายพันล้านเครื่องให้เป็นระบบดิจิตอล โดยโยนเครื่องเก่าทิ้งหมดนั้นทำไม่ได้ เป็ฯการเดือดร้อนต่อประชาชนผู้รับชมแต่ความจำเป็นในการเปลี่ยนระบบก็ยังคงมีเพราะทุกวันนี้ความถี่วิทยุมีจำนวนจำกัด ส่วนสถานีวิทยุโทรทัศน์ตลอดจนการสื่อสารต่างๆ เกิดขึ้นทุกวันจึงมีความจำเป็นต้องใช้ความถี่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นระบบดิจิตอลจึงสามารถตอบรับความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดีเพราะระบบดิจิตอลสามารถบีบอัดความกว้างของช่องสัญญาณให้ลดลง ทำให้สามารถเพิ่มช่องทางการส่งสัญญาณได้อีกมากมาย
ตัวอย่างเช่น ดาวเทียม 1 ดวงมี ช่อง สัญญาณดาวเทียม 12 ช่องสัญญาณถ้าจะส่งโทรทัศน์ในระบบอนาลอกไม่มีการบีบอัดสัญญาณจะส่งได้ ทั้งหมด 24 ช่องโทรทัศน์ คือ 2 ช่องต่อ 1 ทรานสปอนเดอร์ แต่ถ้าส่งในระบบดิจิตอลและมีการบีบอัดสัญญาณ (Compression) จะสามาระส่งได้ถึง 10 ช่อง โทรทัศน์ต่อ 1 ทรานสปอนเดอร์ ดาวเทียมดวงหนึ่ง 12 ทรานสปอนเดอร์ จะส่งโทรทัศน์ได้ถึง 120 ช่อง สายเคเบิลก็เช่นเดียวกัน ถ้าส่งในระบบอนาลอกก็จะส่งได้น้อยช่องกว่าส่งด้วย

[แก้]ระบบดิจิตอลที่มีการบีบอัดสัญญาณ

การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลนั้นได้เริ่มต้นโดยการส่งสัญญาณผ่านทางดาวเทียมและโทรทัศน์ทางสาย หรือ เคเบิลเทเลวิชั่น (Cable Television) และเนื่องจากระบบดิจิตอลนี้ ควบคุมได้ง่าย การสั่งการก็ง่าย จึงเกิดโทรทัศน์ 2 ทางขึ้นและเกิดรายการ เปย์เปอร์วิว (Pay Per View) หรือการรับชมรายการที่ต้องจ่ายเงินเป็นรายเรื่อง และเนียร์วีดิโอออนดีมานด์ (Near video on Demand) คือการรับชมตามเวลาที่กำหนดโดยต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนและ วิดิโอออนดีมานด์ (Video on Demand) คือ การรับชมรายการใดก็ได้ตามรายการที่ระบุไว้โดยต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน
ส่วนการรับสัญญาณนั้นก็จำเป็นจะต้องให้เครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้อยู่เดิมรับได้ด้วย ดังนั้นหากใครต้องการที่จะรับโทรทัศน์จากดาวเทียมก็ต้องมีจานรับประกอบกับอุปกรณ์ร่วม คือ กล่องไออาร์ดี (IRD) ซึ่งต้องนำมาติดตั้ง กับเครื่องรับโทรทัศน์ก็จะสามารถรับโทรทัศน์ จากดาวเทียมในระบบดิจิตอลได้ ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ดีทีเอช ( DTH ) หรือ ไดเร็คทูโฮม ( Direct to home ) โดยจานจะรับสัญญาณจากดาวเทียมมาขยายและส่งเข้ากล่องไออาร์ดี กล่องนี้จะแปลงสัญญาณดิจิตอลจากดาวเทียมให้เป็นสัญญาณโทรทัศน์ ในระบบอนาล็อกแล้วส่งไปยังเครื่องรับโทรทัศน์
ส่วนระบบเคเบิลทีวีก็มีกล่องอยู่ด้านหน้าหรือด้านบนของเครื่องรับโทรทัศน์เดิมเช่นกัน เรียกว่าเซททอปบ๊อก (Set top box) กล่องนี้ก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกและเปลี่ยนช่องสัญญาณส่งเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ ส่วนการควบคุมการใช้ทางเคเบิลทีวีก็จะควบคุมจากรีโมทคอนโทรลและเนื่องจากเป็นระบบดิจิตอล การควบคุมก็จะทำได้อย่างสะดวก การสั่งฉายภาพยนตร์เรื่องที่ต้องการก็สามารถสั่งได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ หรือเปลี่ยนช่องสัญญาณได้ง่ายการปรับแต่งต่าง ๆ ทำได้ง่าย ๆ

การพัฒนาโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestial Television)

ในขณะที่โทรทัศน์จากดาวเทียมขยายกิจการมากขึ้น มีการถ่ายทอดข้ามโลกและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทางเคเบิลทีวีก็พัฒนาระบบมากขึ้น มีการให้บริการมากขึ้น ทางโทรทัศน์ที่ส่งด้วยสายอากาศภาคพื้นดิน ก็ต้องขยับตัวเพราะต้องการช่องสัญญาณมากขึ้น การพัฒนาโทรทัศน์ภาคพื้นดินนั้น มีความพยายามที่จะเพิ่มสถานีโทรทัศน์ให้มากขึ้นโดยการใช้ช่องสัญญาณความถี่ในย่านยูเอชเอฟ นอกจากนั้นยังมีความพยายามทำโทรทัศน์ให้มีความคมชัดมากขึ้น และมีรายละเอียดมากขึ้นที่เรียกว่า เอชดีทีวี (HDTV) แต่ก็ต้องเลิกล้มไปเพราะเห็นว่าระบบที่พัฒนานั้นเป็นระบบอนาล็อก ซึ่งจะพัฒนาต่อไปก็คงยากจึงหันมาพัฒนาโทรทัศน์ HDTVในระบบดิจิตอลแทน

การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (Digital)

เดิมทีการส่งโทรทัศน์จะส่งในระบบอนาลอก ( Analog ) แต่เมื่อมีสถานีส่งโทรทัศน์มากขึ้นก็เกิดปัญหาสัญญานรบกวนกันเกิดขึ้น เพราะความถี่มีจำนวนจำกัด การส่งโทรทัศน์ในระบบอนาลอกนั้น ในเมืองเดียวกันจะส่งความถี่ใกล้เคียงกันไม่ได้ ต้องส่งช่องเว้นช่อง เช่นใน กทม. ส่งช่อง 3 5 7 9 11 จะส่งช่อง 2 4 6 8 10 12 ไม่ได้ ถ้าจะส่งช่อง 2 4 6 8 10 12 จะต้องส่งให้ห่างจาก กทม. อย่างน้อย 200 กม. เช่นที่ นครสวรรค์ ระยอง หรือ ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก อาทิ
1. สัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและแม่เหล็กอื่น ๆ ทำให้ภาพไม่คมชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องที่มีความถี่ต่ำ
2. สัญญาณที่ส่งมาจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์อื่น ๆ มารบกวนทำให้รับไม่คมชัด
3. สัญญาณที่สะท้อนจากตึก สิ่งปลูกสร้าง หรือภูเขาทำให้เกิดเงาที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ ทำให้ได้รับไม่ชัดเจนและน่ารำคาญ
4. เนื่องจากไม่สามารถบีบอัดสัญญาณได้ จึงต้องใช้ความถี่มากทำให้มีสถานีได้น้อย
5. การที่จะส่งสัญญาณอื่น ๆ ร่วมไปด้วยทำได้โดยยาก
ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก แต่เหตุผลที่สำคัญคือ การมีช่องสัญญาณน้อยไม่พอใช้ จึงต้องนำระบบทีวีดิจิตอล มาแก้ปัญหาเพื่อให้มีช่องสัญญาณออกอากาศรายการได้มากขึ้น และมีช่องรายการที่มีความคมชัดสูง เพิ่มขึ้น

ประโยชน์ของการส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล

การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลนั้นได้ประโยชน์หลายประการ เช่น
1.ทำให้ใช้ประโยชน์จากช่องสัญญาณได้มากขึ้น เช่น เดิม 1 ช่องใช้ได้ 1 รายการ เมื่อหันมาใช้ระบบดิจิตอล มีการบีบอัดสัญญาณ ( Digital Compression ) ก็จะสามารถส่งได้ถึง 4-6 รายการทางภาคพื้นดิน และ 8-10 รายการทางดาวเทียม
2. ให้บริการเสริมได้ ( ถ้ากฎหมายอนุญาต )
3. สามารถรับชมขณะอยู่ในพาหนะเคลื่อนที่ได้ เช่น รับโทรทัศน์บนรถยนต์ได้ชัดเจนในบางความถี่
4. สามารถให้บริการฟรี ( Free to Air ) หรือบริการเก็บค่าสมาชิกได้
5. ค่าใช้จ่ายในการออกอากาศต่อ 1 รายการลดลง เพราะเครื่องส่ง 1 เครื่อง สามารถส่งได้หลายรายการ
6. พัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ เพื่อรับกับวิวัฒนาการของการส่งและรับโทรทัศน์ในอนาคต เช่น โทรทัศน์จอกว้าง ( WIDE SCREEN ) โทรทัศน์ความคมชัดสูง ( HDTV )
7. ประหยัดพลังงานในการส่งโทรทัศน์ เนื่องจากเครื่องส่งใช้กำลังออกอากาศลดลง
8. คุณภาพในการรับชมดีขึ้น ไม่มีเงา การรบกวนน้อย เพราะถ้าจะรับได้ชัดก็ชัดเลยแต่ถ้าอยู่ในที่รับไม่ชัดก็จะรับไม่ได้ ดังนั้นหากต้องการรับชมก็ต้องขวนขวายหาวิธีรับจากทางอื่น เช่น จากเคเบิลทีวี หรือจากดาวเทียม ซึ่งถ้ารับได้ก็จะได้ชัดเจนไม่มีเงาและสิ่งรบกวน หรือถ้ามีการรบกวนก็จะมีในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก

การรับโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล

เมื่อมีการส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล เป็นการส่งในเชิงตัวเลข แต่เครื่องรับโทรทัศน์ในปัจจุบัน เป็นเครื่องรับแบบอนาลอก ซึ่งมีอยู่มากมาย ทั่วโลกนับพันล้านเครื่อง เฉพาะในประเทศไทยมีถึง 15,586,000 เครื่อง ( ตามข้อมูลของสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ) ถ้าจะให้ทิ้งเครื่องรับโทรทัศน์เก่าทั้งหมด ก็จะเป็นปัญหาแน่ คือ
1. จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเครื่องใหม่ซึ่งจะประมาณเท่ากับ 15 ล้าน คูณด้วย 1 หมื่นบาท เท่ากับ 1 แสนห้าหมื่นล้านบาท
2. การที่จะสร้างเครื่องรับ 15 ล้านเครื่องในวันเดียวกันนั้นทำไม่ได้ดังนั้นจึงต้องใช้เครื่องรับโทรทัศน์เก่าไปก่อนและ แก้ปัญหาโดยทางสถานีโทรทัศน์ส่งสัญญาณทั้งในระบบอนาลอกแบบเดิม และส่งในระบบดิจิตอลควบคู่กันไป ผู้ใดที่ต้องการรับในระบบอนาลอกกรับไป ผู้ใดต้องการรัรบในระบบดิจิตอลก็รับไป
การรับสัญญาณในระบบดิจิตอลใช้เครื่องรับในระบบอนาลอกธรรมดานั้นเพียงแต่ติดเซททอป (SET TOP) ไว้ที่ด้านหน้าเพื่อแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นอนาล็อกก่อนที่รับสัญญาณจากสายอากาศและถ้ามีการบีบอัดสัญญาณด้วย ก็จะต้องมีเครื่องขยายสัญญาณจากสายอากาศและถ้ามีการบีบอัดสัญญาณด้วย ก็จะต้องมีเครื่องขยายสัญญาณออกให้เท่าเดิมจึงจะรับกันได้ หรือมีเครื่องที่รับได้เฉพาะสมาชิกบอกรับก็จะต้องมีเครื่องถอดรหัสสมาชิกบอกรับด้วย
ปัญหาที่จะเกิดก็คือเครื่องเซททอป (SET TOP) ราคายังค่อนข้างแพง ถ้าเครื่องนี้มีราคาถูกลงก็จะทำให้คนรับโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลมากขึ้น ผู้ประกอบการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องส่งออกอากาศให้ได้ ทุกฝ่ายก็ต้องหาทางเอาเองเช่น
1. ทำเครือข่ายเล็ก ๆ ซึ่งเมื่อคำนวณค่าเครื่องรับแล้วมีไม่เกิน 1000 เครื่อง ค่าใช้จ่ายก็คงไม่มาก
2. ในที่ที่ไม่สามารถจะส่งระบบอนาลอกได้จริง ๆ ก็จำเป็นที่จะส่งในระบบดิจิตอล เช่น ในท้องถิ่นที่ความถี่เต็มแล้วหรือโทรทัศน์ท้องถิ่น เป็นต้น
3. ทางด้านการศึกษาซึ่งต้องการรายการมาก เนื่องจากมีหลายสาขาสวิชาและแต่ละสาขาก็มีวิชาที่จะต้องสอนอย่างหลากหลาย ดังนั้นการที่จะไปสร้างสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินตั้ง 20 ช่อง ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้าส่งในระบบดิจิตอลไปยังผู้รับชมกลุ่มเป้าหมายจำนวนจำกัดก็คงไม่ต้องใช้งบประมาณมากนัก
4. สถานีที่ทำไว้เพื่อความทันสมัยในวันข้างหน้า ควรทำการส่งในระบบดิจิตอลทางภาคพื้นดินขนาน ไปกับการส่งในระบบอนาลอกด้วย รายการเดียวกัน อาทิเช่น สถานโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในอนาคต ข้างหน้าอาจส่งออกอากาศทั้ง 2 ระบบ ดังนั้นใครรับช่อง 3 ไม่ชัดก็สามารถหันไปรับสัญญาณในระบบดิจิตอลได้ ทำให้ประชาชนมีทางเลือก ระยะแรกคนที่รับดิจิตอลก็อาจมีไม่มากนัก แต่เมื่อเซททอปมีราคาถูกลงหรือมีผู้ทำเครื่องรับโทรทัศน์ที่รับได้ทั้งอนาลอกและดิจิตอลในตัวของมันเองขึ้นมา ราคาก็คงจะไม่แพงมากนัด เหมือนกันซื้อเครื่องรับธรรมดากับเครื่องรับที่รับได้ทุกระบบทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งผู้ซื้อไม่รู้สึกว่าแพงเลย แต่มีความคมชัดมาก
5. โทรทัศน์ 2 ทาง ซึ่งใช้ในการศึกษา การแพทย์ การประชุมทางไกล และอื่น ๆ ที่ใช้ดิจิตอล
6. มหาวิทยาลัย โรงงานอุตสาหกรรม โรงเรียน วิทยาลัย กิจการทหารและกิจการพิเศษบางอย่างจะใช้ดิจิตอล เพราะต้องการนำเสนอรายการมากรายการ
7. โทรทัศน์ท้องถิ่นจะใช้ดิจิตอล เพราะเป็นเครื่องส่งเล็กสามารถใช้ความถี่ซ้ำกันได้
8. โทรทัศน์พิเศษอื่น ๆ เช่น โทรทัศน์เพื่อคนพิการ โทรทัศน์เพื่อการกีฬา จะใช้ดิจิตอล เพราะสามารถส่งข้อมูลอื่นควบคู่ไปได้ด้วย
9. โทรทัศน์โรงแรมซึ่งมีรายการพิเศษเฉพาะในโรงแรมของตนจะใช้ระบบดิจิตอล เพราะความสามารถให้ความหลายหลายทางด้านรายการกับผู้มาใช้บริการและที่สำคัญค่าใช้จ่ายต่อรายการถูกกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
10. โทรทัศน์สมาชิกบอกรับ จะใช้ดิจิตอล เพราะต้องการช่องรายการมาก
11. โทรทัศน์ที่มีความคมชัดสูง (HDTV)
12. โทรทัศน์กิจการพิเศษ ซึ่งใช้เฉพาะกลุ่มเป้าหมายในเชิงปิดลับจะใช้ดิจิตอล
13. โทรทัศน์ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคม (Telecom Network) เช่น อินเทอร์เน็ต ฯลฯ

โทรทัศน์ระบบดิจิทัลในไทย

ในประเทศไทยจะใช้ DVB เป็นมาตรฐานหลักในการออกอากาศระบบดิจิทัล ทั้งภาคดาวเทียม และเคเบิล (DVB-S, DVB-C) ที่มีผู้ให้บริการหลายราย ทั้งแบบบอกรับสมาชิก และแบบซื้อขาดไม่มีรายเดือน ส่วนภาคพื้นดินนั้นเดิมทีจะใช้ระบบ DVB-T ซึ่งเคยมีการทดสอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 ถึงพฤษภาคม 2544 จากตึกใบหยก 2 แต่ความล้าช้าของการออกกฎหมายกสช ผ่านมา 10 ปี เทคโนโลยี DVB พัฒนาดีขึ้น ประเทศไทย และสมาชิกอาเซียนจึงมีการตกลงจะใช้ระบบ DVB-T2 ประเทศไทยต้องรอการอนุญาตจากกสทช.ก่อน ซึ่งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2555 จะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเริ่มนำร่องโครงการทดลอง ดิจิทัล ทีวี ภาคพื้นดิน และในรูปแบบโทรศัพท์ที่สามารถดูโทรทัศน์ได้ เป็นลำดับแรกในเดือนมิถุนายน 2555 การทดลองดิจิทัลทีวี DVB-T2 เคยทดลองมาแล้วโดยช่อง 5ในปี พ.ศ. 2554 และจะยุติระบบอะนาล็อกในปี พ.ศ. 2558 - พ.ศ. 2563 ปัจจุบัน ได้มีการทดลองออกอากาศ ทีวีดิจิตอล อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556 โดยออกอากาศในระบบ ยูเอชเอฟ จำนวน 2 คลื่นความถี่ คือ ความถี่ 594 เมกกะเฮิร์ต และ ความถี่ 626 เมกกะเฮิร์ต

มาตรฐานการส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล

การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลมีการส่งในมาตรฐานต่างกัน เช่น
1.ประเทศอเมริกาใช้มาตรฐาน เอทีเอสซี (ATSC) ซึ่งย่อมาจาก อเมริกัน แอดวานซ์ เทเลวิชั่น ซิสเต็ม ( AMERICAN ADVANCE TELEVISION SYSTEM ) ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1998
2.ยุโรป ใช้มาตรฐาน ดีวีบี (DVB) ย่อมาจาก ดิจิตอลวิดิโอ บรอดคาสติ้ง ( DIGITAL VIDEO BROADCASTING ) ติดตั้งและใช้งานในปี 1998
3.ญี่ปุ่นใช้มาตรฐาน ไอเอสดีบี (ISDB) ย่อมาจากคำว่า อินทีเกรดเต็ด เซอร์วิส ดิจิตอล บรอดคาสติ้ง (INTEGRATED SERVICE DIGITAL BROADCASTING) ในปี ค.ศ.1998
ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็ได้เริ่มทดลองใช้งานหรือศึกษาว่าจะใช้ระบบใด เช่น จีน ไต้หวัน ใช้ระบบอเมริกัน (ATSC) กลุ่มประเทศยุโรป สแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ใช้ระบบ ดีวีบี (DVB) สำหรับสิงคโปร์ติดตั้งและทดลองใช้ทั้ง 2 ระบบ คือทั้งอเมริกัน (ATSC) และยุโรป (DVB) ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะค้าขาย 2 ระบบนี้ ผ่านประเทศของตนเองสำหรับลูกค้าในภูมิภาคนี้ เพราะเล็งเห็นว่าลูกค้าสามารถจะไปดูตัวอย่างสถานีที่สิงคโปร์ได้ง่ายเพราะใกล้กว่าค่าใช้จ่ายถูกกว่า และสิงคโปร์ก็สามารถเรียกเก็บค่าบริการได้อย่างสบาย และเนื่องจากสิงคโปร์ไม่มีความประสงค์จะแข่งขันกับญี่ปุ่นจึงไม่นำระบบของญี่ปุ่นมาติดตั้ง ส่วนประเทศไทยจะคิดอย่างไรก็ไม่ทราบ ขอกราบเรียนว่าน่าจะใช้ระบบเดียวกันก็จะดี เพราะจะเป็นผลดีกับประชาชน จะได้ไม่ต้องซื้อเครื่อง 2 ระบบ อย่างระบบเสียง 2 ภาษาซึ่งมี 2 ระบบอย่างทุกวันนี้ ส่วนถ้าจะคิดค้าขายแบบสิงคโปร์ก็ควรจะตั้งสถานีระบบอเมริกันเพียงสถานีเล็กสถานีเดียวก็พอ เรื่องนี้สุดแต่จะพิจารณา

ระบบการส่งและการรับโทรทัศน์

การส่งและรับโทรทัศน์ในอนาคตอันใกล้นี้ น่าจะเป็นดังนี้
1. การส่งและรับโทรทัศน์ในระบบอนาลอกโดยคลื่นความถี่ภาคพื้นดิน (Terrestrial Television)
2. การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลด้วยคลื่นความถี่ภาคพื้นดิน (Digital Terrstrial Television)
3. การส่งโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในระบบอนาลอก
4. การส่งโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในระบบดิจิตอล
5. การส่งโทรทัศน์ระบบสมาชิกบอกรับ ชนิดไร้สาย หรือระบบมัลติพอยท์ มัลติแชนแนล ดิสทริบิวชั่น ซีสเต็ม (Multipoint Multichannel Distribution System) หรือ MMDS เป็นการส่งโทรทัศน์โดยใช้คลื่นผ่านไมโครเวฟเป็นตัวกระจายคลื่น 1-2.3 จิกะเฮิรตซ์ ความถี่ย่านนี้จะรับโดยใช้ระบบอนาลอก
6. การส่งโทรทัศน์ระบบสมาชิกบอกรับชนิดไร้สาย หรือ MMDS โดยใช้ระบบดิจิตอล
7. การส่งเคเบิลทีวีชนิดใช้สายในระบบอนาลอก
8. การส่งเคเบิลทีวีชนิดใช้สายในระบบดิจิตอล
9. การให้บริการโทรทัศน์โดยผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมในระบบดิจิตอล
10. การส่งโทรทัศน์โดยการบีบอัดสัญญาณในระบบดิจิตอล ผ่านดาวเทียม
11. การส่งโทรทัศน์ 2 ทาง ( Interactive Television ) ในระบบดิจิตอล
12. การส่งโทรทัศน์ 2 ทาง โดยผ่านดาวเทียมทางหนึ่ง และผ่านเคเบิลใยแก้อีกทางหนึ่ง
13. การส่งโทรทัศน์ความคมชัดสูงผ่านดาวเทียม (HDTV VIA SATELLITE)
14. การส่งโทรทัศน์ความคมชัดสูงผ่านเคเบิลในระบบดิจิตอล

การแพร่ภาพโทรทัศน์

โทรทัศน์ (television)การถ่ายทอดเสียงและภาพพร้อมกันจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยเครื่องที่เปลี่ยนสัญญาณภาพและเสียงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เรียกว่า เครื่องส่งโทรทัศน์ และเครื่องที่เปลี่ยนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสัญญาณภาพและเสียง เรียกว่า เครื่องรับโทรทัศน์
โทรทัศน์แอนะล็อก (analog television) คือ โทรทัศน์ที่มีระบบการรับ- ส่งสัญญาณภาพและเสียงในรูปสัญญาณแอนะล็อกแบบ A.M. และ F.M เช่น โทรทัศน์ที่ระบบ NTSC PAL และ SECAM ซึ่งก็คือโทรทัศน์ทั่วไปที่ใช้ตามบ้านเรือน
โทรทัศน์ดิจิตอล (digital television) คือ โทรทัศน์ที่มีระบบการรับ – ส่งสัญญาณภาพและเสียงในรูปดิจิตอลคือส่งข้อมูลเป็นบิต ซึ่งหลายช่องสัญญาณที่มีความถี่เดียวกันสามารถนำมาส่งเป็นช่องสัญญาณเดียวกันได้ โทรทัศน์ดิจิตอลจะให้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าแบบแอนะล็อก เช่น HDTV
  • 1.ระบบเอ็นทีเอสซี (NTSC) เป็นระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาย่อมาจาก Nation Television System Committee โดยมีการส่ง 525 เส้น 30 ภาพต่อวินาที อาจเรียกระบบนี้ว่าระบบ เอฟซีซี(FCC) ระบบนี้ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • 2.ระบบพัล (PAL) ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ย่อมาจาก Phase Alternative Line อาจเรียกว่าระบบ ซีซีไออาร์ (CCIR) ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบโทรทัศน์สีเอ็นทีเอสซี โดยมีการส่ง 625 เส้น 25 ภาพต่อวินาที เช่น ระบบการส่งโทรทัศน์ของสถานีโทรทัศน์ไนประเทศไทย
  • 3.ระบบซีแคม (SECAM) ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศฝรั่งเศสย่อมาจาก Se'quantiel Couleur à Me'moire (sequential color with a memory) โดยมีการส่ง 625 เส้น 25 ภาพต่อวินาที เป็นระบบที่ใช้ในประเทศฝรั่งเศส ประเทศทางแถบยุโรปและแอฟริกา
การที่จะรับและส่งข้อมูลข่าวสารมีได้หลายวิธี แต่การที่จะรับและส่งข้อมูลได้ดีคือการที่ผู้รับสามารถรับข้อมูลได้ทั้งภาพและเสียง การแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นการส่งข้อมูลอีกวิธีหนึ่งที่สามารถที่ให้ผู้รับได้ทั้งข้อมูลทางภาพและทางเสียงเหมือนกับแหล่งที่มา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การแพร่ภาพโทรทัศน์แบบแอนะล็อก และการแพร่ภาพโทรทัศน์แบบดิจิตอล ซึ่งการแพร่ภาพในแต่ละประเภทสามารถรับและส่งข้อมูลได้หลายแบบ เช่น การส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม และ การส่งสัญญาณภาคพื้นดิน ซึ่งอาจจะมากจากการถ่ายทอดสดหรือจากการบันทึกเทปไว้

2/05/2556

การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบน PC Mall เพื่อติดตั้งลงบน LG Smart TV

คุณสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจากเว็บไซต์ LG Apps TV : http://th.lgappstv.com ซึ่งได้จัดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการค้นหาและดาวน์โหลดนอกจากนั้นคุณยังสามารถค้นหาแอพพลิเคชั่นที่คุณ ชื่นชอบผ่านฟังค์ชั่น Search อีกด้วย  มาดูกันค่ะว่าคุณสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจากเว็บไซต์นี้ได้อย่างไร!
หมายเหตุ: ก่อนทำการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจำเป็นต้อง ล็อกอินเพื่อเข้าสู่ระบบก่อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ID เดียวกันนี้ล็อกอินบน LG Smart TV ของคุณ


ขั้นตอนที่ 2: คลิก “ เข้าสู่ระบบ” ที่มุมบนขวาของเว็บไซต์  (หากคุณยังไม่ได้เป็นสมาชิก LG Apps TV  คลิกที่นี่)

ขั้นตอนที่ 3 : ใส่ชื่อ ID (หรืออีเมล์) และรหัสผ่าน จากนั้นคลิกที่ เข้าสู่ระบบ

ขั้นตอนที่ 4 : หลังจากเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว คลิกที่ “ Store”

ขั้นตอนที่ 5: ค้นหาแอพพลิเคชั่นที่คุณชื่นชอบและคลิกเลือกแอพพลิเคชั่นที่คุณต้องการจะดาวน์โหลด

ขั้นตอนที่ 6 : หลังจากที่คุณได้คลิกที่ไอคอนของแอพพลิเคชั่นที่ต้องการแล้ว หน้าจอจะแสดงข้อมูลของแอพพลิเคชั่นนั้น ซึ่งประกอบด้วย ขนาดของแอพพลิเคชั่น วันที่แอพพลิเคชั่นเปิดใช้งาน , วัยที่เหมาะสมของผู้ใช้สำหรับแอพนั้นๆ, ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น, ราคาของแอพพลิเคชั่น (แอพพลิเคชั่นฟรีและมีค่าบริการ), คะแนนที่ผู้ใช้งานคนอื่นๆ ให้ในแอพพลิเคชั่นนั้นๆ  รวมถึงอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ในแอพพิลเคชั่น หากคุณต้องการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น คลิกที่ปุ่ม “ฟรี” สำหรับแอพพลิเคชั่นฟรี หรือกดปุ่ม “ซื้อ” สำหรับแอพพลิเคชั่นที่มีค่าบริการ

ขั้นตอนที่ 7:  ก่อนจะเริ่มการดาวน์โหลด ระบบจะแจ้งอุปกรณ์พื้น กดปุ่ม “ตกลง” เพื่อยืนยันการดาวน์โหลด

ขั้นตอนที่ 8 : หลังจากดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสมบูรณ์แล้ว จะมีข้อความแจ้งการซื้อเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปที่หน้า My page เพื่อตรวจสอบได้

ขั้นตอนที่ 9: กดปุ่ม OK เพื่อไปที่ “My Page” แล้วเลือก “ประวัติการซื้อ”  เพียงเท่านี้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามีแอพพลิเคชั่นใดที่คุณได้ดาวน์โหลดไว้ แล้ว

ขั้นตอนที่ 10: หลังจากการดาวน์โหลดฟรีแอพพลิเคชั่นจาก PC Mall เสร็จสมบูรณ์ คุณสามารถติดตั้งได้ง่ายๆ บน LG Smart TV ของคุณ

Promotion : Market Campaign      




คลิ๊กที่รูปเพื่ออ่าน รายละเอียด

รู้หรือไม่
คุณสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นบน LG Smart TV  ได้แล้ววันนี้  เพียงแค่ Register คุณสามารถหาข้อมูลการพัฒนารวมถึงตัวอย่างโค้ดต่างๆ มาร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นกันเถอะค่ะที่

http://developer.lge.com

2/04/2556

Digital TV คืออะไร? มาทำความรู้จักกันดีกว่า



หลายท่านคงกำลังข้องใจเกี่ยวกับการปรับใช้จาก TV Analog สู่ Digital TV  ที่กำลังจะมีขึ้นในปี 2558 นั้น วันนี้ lgblogger พาท่านมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันครับ

1.Digital TV คืออะไร?
Ans. คือ ทีวีที่รับและแสดงสัญญาณภาพและเสียงในรูปแบบดิจิตอลผ่านเสาอากาศภาคพื้นดิน ซึ่งจะทำให้ได้รับชมภาพและเสียงที่มีคุณภาพที่ดีกว่าระบบอนาล็อก อีกทั้งจะทำให้มีจำนวนช่องรายการฟรีทีวีให้ดูมากขี้น จากเดิมระบบอนาล็อกมีจำนวนช่องฟรีทีวีเพียง 6 ช่อง แต่ถ้าเป็นระบบดิจิตอล ในเบื้องต้นจะมีช่องฟรีทีวีให้รับชมถึง 48 ช่อง โดย 24 ช่องเป็นของเอกชน และ อีก 24 ช่อง เป็นของรัฐบาล เช่น ช่องเพื่อการศึกษา และจะมี 4 ช่องที่แพร่ภาพแบบ HD
2. ประโยชน์ที่เราจะได้รับก็คือ
Ans. ประเทศไทยจะมีจำนวนช่องฟรีทีวีให้รับชมมากขึ้น เบื้องต้นจะอยู่ที่ 48 ช่อง
เราจะสามารถรับชมภาพด้วยความคมชัดแบบ HD หรือ Full HD ผ่านช่องฟรีทีวีได้
เราจะได้รับชมภาพแบบ Widescreen คือสามารถรับชมภาพได้เต็มจอทีวีตามต้นฉบับ
3. เทศไทยจะเลือกใช้ระบบ Digital TV แบบไหน
Ans. ระบบ DVB-T2 (Digital Video Broadcasting – Terrestrial 2nd generation)
4. ระบบ Digital TV แบบ DVB-T2 คืออะไร?
Ans. DVB-T2 เป็นมาตรฐานใหม่ของการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ซึ่งพัฒนามาจากระบบ DVB-T (Digital Video Broadcasting – Terrestrial ที่ใช้กันในทวีปยุโรปตั้งแต่ปี 1998) เพื่อทดแทนการออกอากาศระบบอนาล็อก โดยปรับปรุงนําเทคโนโลยีการผสมสัญญาณและเข้ารหัสแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มากกว่า DVB-T จำนวน 1.5 เท่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งข้อมูลสัญญาณดิจิตอลให้ได้มากขึ้นเท่าตัว ทำให้สามารถส่งสัญญาณความละเอียดสูงแบบ HD หรือ FULL HD ได้ ให้ภาพที่คมชัดและเสียงรอบทิศทางได้อย่างเสถียรและระยะส่งสัญญาณไกลมากขึ้น ซึ่งอังกฤษเป็นประเทศแรกที่แรกใช้ DVB-T2 ปัจจุบันมี 17 ประเทศที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้ว อีก 35 ประเทศกำลังเริ่มใช้เริ่มใช้ระบบนี้ รวมถีงประเทศในแถบอาเซียนด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า กัมพูชา บรูไน โดยประเทศในเขตอาเซียนทั้งหมดตกลงร่วมกันว่าจะระบบ DVB-T2
5. ทำอย่างไรถึงจะรับชมสัญญาณ แบบ Digital TV แบบ DVB-T2 ที่จะแพร่ภาพในประเทศไทยได้?
Ans. ทำได้2 วิธีคือ
1.ใช้ทีวีที่มี Built-in Digital Tuner แบบ DVB-T2 (ถ้าเป็น Tuner แบบ DVB-T ใช้รับสัญญาณไม่ได้)
2. ใช้ Set Top Box (STB หรือ กล่องรับสัญญาณ) ในการรับสัญญาณ ซึ่งต้องเป็น STB ที่รับสัญญาณของ DVB-T2 เท่านั้น
ดังนั้นไม่ว่าเราจะมีทีวีรุ่นเก่าแค่ไหน เป็นทีวีแบบจอตู้ LCD, LED, Plasma, Smart TV หรือ 3D ทีวีก็สามารถรับชม Digital TV ได้ทั้งนั้นเพราะตัว STB จะช่วยแปลงสัญญาณ แล้วส่งสัญญาณที่แปลงแล้วเข้าไปสู่ทีวี
6. Set top box มีราคาแพงไหม
Ans. ราคาของ STB ไม่น่าจะสูงมากนักน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1,000 ถึง 2,000 บาทเท่านั้น ขึ้นกับสเป็คและลูกเล่นต่าง ตอนนี้ราคาในต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 45 USD หรือประมาณ 1,350 บาทเท่านั้น
7. ทีวีของแอลจีตั้งแต่ปี 2012 ลงไปมี Built-in Digital Tuner ไหม?
Ans. ทีวีที่แอลจีขายตั้งแต่ปี 2012 และก่อนหน้านั้นมี Tuner ที่ไม่รองรับ DVB-T2
8. แล้วทีวีรุ่นใหม่ที่กำลังจะขายในปี 2013 รองรับการใช้งานกับระบบ DVB-T2 หรือไม่
Ans. เครื่องรุ่นใหม่ที่แอลจีขายปี 2013 (LA/LN Series) มีอยู่หลายรุ่นที่มี Built-in Digital Tuner แบบ DVB-T2 ทำให้สามารถรับสัญญาณแบบ Digital ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่าน STB ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าราคาจะแพงกว่าทีวีแบบไม่มี DVB-T2 Tuner
9. ถ้าเราไม่มีทีวีที่มี Built-in Digital Tuner แบบ DVB-T2 หรือ STB เราจะสามารถดูฟรีทีวีช่อง 3,5,7,9, NBT และ สททได้อยู่หรือไม่
Ans.  ยัง คงดูได้อยู่เพราะรัฐบาลจะยังส่งสัญญาณการแพร่ภาพแบบ Analog ไปจนถึงปี 2563 ตามข้อตกลงของอาเซียน โดยระหว่างนี้ก็จะทำการแพร่ภาพสัญญาณแบบ Digital คู่ไปกับ Analog ด้วย ซึ่งหลังจากปี 2563 ก็จะทำการตัดสัญญาณแบบ Analog ซึ่งถ้าผู้ใช้งานไม่มีทีวีที่มี Built-in Digital Tuner แบบ DVB-T2 หรือ STB ก็จะไม่สามารถ รับสัญญาณได้อีกต่อไป (ตอนที่ประเทศเกาหลีเปลี่ยนสัญญาณการออกอากาศจากแบบเดิมเป็น Digital TV แบบ ATSC ใช้เวลาถึง 10 ปี จึงตัดสัญญาณแบบ Analog)
10. เมืองไทยจะเริ่มส่งสัญญาณแบบ Digital TV เมื่อไหร่
Ans. มีความน่าจะเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มในช่วงกลางปีนี้
11. จำเป็นต้องใช้กับ Smart TV หรือไม่
Ans.  ไม่จำเป็น จะรับสัญญาณได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Tuner ไม่ใช่ว่าทีวีรุ่นนั้นเป็น Smart TV


ข้อมูลจาก  lg.com/th

วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน LG Smart TV

แน่นอนครับยุคนี้เป็นยุคอินเตอร์เน็ตครองโลก เพราะการใช้งานอินเตอร์เน็ตสมัยนี้ไม่ได้ผู้ขาดแค่เครื่อง Computer อีกต่อไปแล้ว เราสามารถเข้าถึงและใช้งาน internet ได้ง่ายขึ้นจากอุปกรณ์ที่หลากหลายขึ้น ฮิตสุดในตอนนี้คงหนีไม่้พ้น Smart Phone และแท็บเล็ต แต่อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ฮิตไม่แพ้กันและกำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นก็คือ Smart TV  ใคร ที่ยังไม่เข้าใจว่าเจ้า Smart TV คืออะไรผมขออธิบายง่ายๆว่า มันก็คือทีวีที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ มีแอพพลิเคลชั่นมากมายให้ใช้งาน ซึ่งทำให้เราใช้งานมันได้มากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราจะใช้งานทีวีแค่ดูรายการจากช่องโทรทัศน์เท่านั้น ทีนี้เวลาคุณตัดสินใจจะซื้อทีวีเครื่องใหม่ลองพิจรณาดู Smart TV ก็ไม่เสียหายครับ ตอนนี้เจ้าสมาร์ททีวีเองก็ราคาไม่สูงแล้ว

สำหรับใครที่เลือกครอบครองเป็นเจ้าของ LG Smart TV แล้วนั้น วันนี้ผมมีวิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมาฝาก  เพื่อที่เราจะได้ใช้งานเ้จ้า LG Smart TV ตัวโปรดของเราได้อย่างเต็มที่  แถมได้สิทธิพิเศษลุ้นรับรางวัลมากมายจากกิจกรรม LG Smart TV ใช้ง่ายได้รางวัล อีกด้วย
มาดูวิธีการเชื่อมต่อ Internet ผ่าน LG Smart TV กันครับ



การเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านสาย LAN ( LG Smart TV รุ่นปี 2012 )

ขั้นตอนที่ 1 : เสียบ WiFi dongle ที่ช่องต่อ USB ด้านหลัง LG Smart TV จากนั้นเปิดเครื่อง
ขั้นตอนที่ 2 : กดปุ่ม “Home” บน Magic Remote เลือก “ตั้งค่า” บนหน้า Home Dashboard
ขั้นตอนที่ 3 : เลือก “เครือข่าย” จากแถบด้านซ้ายมือ และเลือก “เริ่มต้นการเชื่อมต่อ” จากนั้นเลือก “เครือข่ายใช้สาย” และกด “OK”
ขั้นตอนที่ 4 : คลิก”เริ่มต้นเครือข่าย”
ขั้นตอนที่ 5 : ถ้าเชื่อมต่อ Internet แล้วให้คลิก “เสร็จสิ้น”
ขั้นตอนที่ 6 : คลิก “Home” เพื่อเริ่มต้นดูรายการต่างๆ

การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย Wifi  ( LG Smart TV รุ่นปี 2012 )
ขั้นตอนที่ 1 : เสียบ WiFi dongle ที่ช่องต่อ USB ด้านหลัง LG Smart TV จากนั้นเปิดเครื่อง
ขั้นตอนที่ 2 : กดปุ่ม “Home” บน Magic Remote เลือก “ตั้งค่า” บนหน้า Home Dashboard
ขั้นตอนที่ 3 : เลือกเครือข่าย จากแถบนำด้านซ้ายมือเลือก “การเชื่อมต่อเครือข่าย” และคลิก เริ่มต้นการเชื่อมต่อ
ขั้นตอนที่ 4 : รายชื่อเครือข่ายสัญญาณ Wireless จะโชว์หน้าจอทีวี หากไม่พบเครือข่ายที่ต้องการกดปุ่ม “ค้นหาใหม่” จากนั้นเลือกเครือข่ายที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 5 : กรอกรหัสผ่านเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายคลิก OK
ขั้นตอนที่ 6 : ถ้าเชื่อมต่อ Internet เสร็จแล้วจะขึ้นข้อความ “เชื่อมต่อเครือข่ายแล้ว” กด เสร็จสิ้น
ขั้นตอนที่ 7 : กดปุ่ม “Home” บนรีโมทคอนโทรลเพื่อเริ่มฟังก์ชั่นสมาร์ททีวี

เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกันแล้วอย่าลืมเข้าไปสนุกกับแอพพลิเคลชั่นมันส์ๆที่ LG APPS TV  นะครับ^^

1/30/2556

Android บน Smart TV ยุคต่อไปการรับชมโทรทัศน์

Smart TV คือการหลอมรวมของเทคโนโลยี (Technology Convergence) ระหว่าง "โทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต" ที่ทำให้โทรทัศน์ในรูปแบบของ Smart TV
http://www.lcdtvthailand.com/asp-bin/images-source/image/journal/2012/Provision_Android_TV/Provision_Android_TV_03.JPG


สามารถใช้งานเป็นอุปกรณ์ ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และยังสามารถรับชมโทรทัศน์ในระบบเดิมได้ ซึ่งเปรียบได้กับ Smartphone ที่เป็น Technology Convergence ระหว่างโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต โดยที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและยังใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้

ปัจจุบันเทคโนโลยี Smartphone ได้ถูกพัฒนาจนเกิดความชัดเจน โดยมีระบบหลักคือ Android และ iOS (Apple) ซึ่งครองส่วนแบ่งของตลาดเกินกว่า 80% และกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต Content และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ของโลกกำลังถูกเปลี่ยนเป็น Smartphone และ Smartphone กำลังจะเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

ในทางกลับกัน พัฒนาการของเทคโนโลยี Smart TV กลับขาดความชัดเจน โดยไม่มีระบบหลัก ที่ประสบความสำเร็จ และสามารถชิงส่วนแบ่งของตลาดได้ ถึงแม้ว่าแนวคิดของ Smart TV อาจได้ถือกำเนิดขึ้นก่อน Smartphone เพราะโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีที่มีความแพร่หลายมาก่อนยุคของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นรากฐานของ Smartphone

ทั้งนี้ Smart TV เคยมีผู้เล่นจากหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจอินเทอร์เน็ต : MSN TV, AOL TV, Google TV ฯลฯ ธุรกิจโทรทัศน์: Samsung Smart TV, Sony Smart TV, LG Smart TV ฯลฯ ธุรกิจเกมส์: Xbox 360 ฯลฯ ธุรกิจคอมพิวเตอร์: Apple TV, Lenovo Smart TV ฯลฯ โดยที่ Smart TV อาจมีทั้งรูปแบบของ Set-Top Box เช่น Apple TV หรือ Xbox 360 และที่ผนวกเข้าเป็นโทรทัศน์เช่น Samsung Smart TV

ชัยชนะใน Smart TV ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเป็นจุดหลอมรวมของเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ระดับโลก จึงมีผู้เล่นรายใหม่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแม้กระทั่ง Apple ยังมีข่าวลือว่าจะเข้าสู่ธุรกิจ Smart TV โดยจะเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์ และมิใช่เพียงแค่ Set-Top Box ดังเช่น Apple TV

อย่างไรก็ดี แนวทางที่อาจเป็นกระแส คือการนำ Android ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบเปิดที่ถูกพัฒนาโดย Google สำหรับ Smartphone มาประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีของ Smart TV  ซึ่งเริ่มถูกปฏิบัติอย่างแพร่หลาย โดยมีตัวอย่างของ Samsung Smart TV, LG Smart TV, Lenovo Smart TV ฯลฯ ถึงแม้ว่า Google จะพัฒนา Google TV เป็นเทคโนโลยีระบบเปิดสำหรับ Smart TV แต่การใช้งาน Android บน Smart TV อาจได้รับความนิยมกว่า ซึ่งอาจได้อานิสงส์จากความสำเร็จของ Android บน Smartphone ที่ทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีความแข่งแกร่ง เช่น App ที่เพิ่ม Value ให้กับการใช้งาน Smart TV

ในมุมมองหนึ่ง App บน Smart TV อาจเปรียบเสมือนจำนวนช่องของ Content ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งยังมี Interactivity ที่นำไปสู่บริการอย่าง On Demand ในรูปแบบต่างๆ แต่ถึงกระนั้นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการใช้งาน Android บน Smart TV คือการที่ Android ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานด้วยระบบสัมผัส เช่นเดียวกับ iOS ที่จำเป็นต้องใช้นิ้วมือในการสัมผัสจอภาพ จึงได้มีการพัฒนา Gesture เช่นตัวอย่างของ Samsung Smart TV ที่ทดแทนการสัมผัสด้วยการโบกมือให้กับกล้องที่คอยจับภาพผู้ใช้งาน และการพัฒนา Remote Control ให้ทดแทนระบบสัมผัส และกระทั่งการดัดแปลงองค์ประกอบอื่นๆ ของ Android ให้เหมาะสมกับการใช้งานผ่าน Smart TV

พัฒนาการเหล่านี้ทำให้เกิดการแตกแขนง (Fork) ของระบบ Android บน Smart TV โดยผู้เล่นแต่ละรายต่างมีพัฒนาการของตัวเองที่แตกต่างกับรายอื่น ซึ่งต่างกับ Android บน Smartphone ที่มีความคล้ายคลึงอย่างเป็นระบบระหว่างผู้เล่น แต่ถึงกระนั้น Android บน Smart TV นับเป็นครั้งแรก ที่เทคโนโลยีของ Smart TV เริ่มมีความชัดเจน แม้ว่าแนวทางนี้จะเริ่มมีปรากฎในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่กลับมีการยอมรับของเทคโนโลยี (Technology Adoption) ที่รวดเร็วกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

Android บน Smart TV จึงเป็นเทคโนโลยีที่ควรติดตาม และอาจสร้างความแตกต่างในยุคต่อไปของการรับชมโทรทัศน์

Smart TV คืออะไร อธิบายง่ายๆ เจาะจากกูรู

what-is-Smart-TV
จาก Digital TV ที่พูดถึงกันไปเมื่อครั้งที่ผ่านมา คราวนี้มาที่เรื่อง Smart TV / Internet TV กันบ้าง เพราะ 2 เรื่องนี้เนี่ย สูสีคู่คี่บี้กันมาเลยค่ะ
Smart TV – โทรทัศน์ฉลาด!! แสดงว่ามันต้องทำอะไรได้มากกว่าทีวีปกติแน่ๆ แต่มันคืออะไรกันล่ะ
มันจะคุ้มค่าจริงหรือ ? สมควรแก่เวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนมาใช้ Smart TV ? Smart TV มีดีอะไร ?
เหล่านี้อาจเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นกับทีวีที่มีราคาหลักหมื่นถึงแสนนี้อยู่ 
เรามาลองทำความรู้จัก Smart TV ให้มากขึ้นอีกนิดกันเถอะค่ะ

Smart TV คืออะไร ??
เทียบให้เข้าใจกันง่ายๆ กับสิ่งใกล้ตัวก็คือ Smart Phone นั่นเอง ที่เดี๋ยวนี้พัฒนาไปจนมี Application หลากหลายให้เลือกใช้ – ถ่ายรูป ดูหนัง ฟังเพลง อินเทอร์เน็ต และอื่นๆ – พอมาเป็น Smart TV ก็เหมือนกัน มี Function ลูกเล่นต่างๆ ที่มากขึ้น เช่น เล่น DVD ต่อกับเครื่องเกม จอยน์กับคอมพิวเตอร์ ต่อไปก็เชื่อมต่อ Internet มี Application เป็นของตัวเอง Update/Download กันได้ในตัว…
- ขอบคุณข้อมูลจากกูรู ToNy [www.lcdtvthailand.com]
 smart-tv-application

1. การเชื่อมต่อของ Smart TV , Internet TV
Smart TV / Internet TV ต้องใช้ Internet เพื่อ Update, Download ตัว Application หรือการใช้งาน Browser นั่นเองค่ะ ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ประเภทก็คือ 1) ผ่านสาย LAN 2) ผ่าน Wi-Fi USB 3) Wireless ด้วยตัวรับสัญญานแบบ Built-in

2. Application ใน Smart TV , Internet TV
ส่วนนี้น่าสนใจค่ะ และค่อนข้างสำคัญค่ะถ้าคิดจะใช้ ก่อนจะเลือกยี่ห้อของ Smart TV ก็ศึกษากันสักหน่อยว่าค่ายนั้นๆ เนี่ย เค้ามี Application ที่โดนใจเรามากน้อยแค่ไหน (หรือมองความฮิตเผื่อไปในอนาคต) Application ที่ว่านี้ก็เหมือนบนมือถือเลยมีให้เลือกมากมาย ยกตัวอย่าง
- เล่นเกม เช่น Pac-Man, Tetris, , Let’s Golf, Homerun Battle 3D เป็นต้น
- ดูข่าว เช่น Nation Channel, BBC News, WSJ Live, Time TV เป็นต้น
- Social Network เช่น Facebook, Twitter, YouTube, Vimeo เป็นต้น
- Utilities/Lifestyle อื่น เช่น Accu Weather, Skype, SF Cinema, Major Cineplex, Traffy, Yoga เป็นต้น
โอยย….เยอะ ยิ่งรู้จักก็ยิ่งอยากเชิญมาอยู่บ้านเดียวกันเลยนะคะ :)
 1000-apps
3. การควบคุม Smart TV , Internet TV
อ่านกันมาสักพักก็ชักสงสัยว่าจะควบ คุมอย่างไร ส่วนนี้บางท่านอาจะละเลยกับโทรทัศน์ธรรมดาที่กดปุ่มเลือกช่องนู่นนี่ได้นิด หน่อยก็พอแล้ว แต่มาเป็น Smart TV เป็นมากกว่านั้นแน่นอนค่ะ เราเลยต้องศึกษา และให้ความสำคัญในส่วนนี้กันหน่อย
- ควบคุมจากรีโมททีวี : Basic Function แต่ละยี่ห้อคล้ายกันหมด อาจมีการจัดวางที่ต่างกันเล็กน้อย ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา ตัวเลขแบบมีตัวอักษร (เหมือนโทรศัพท์สมัยก่อนยุคทอง Nokia) ประมาณนั้นค่ะ
- อุปกรณ์เสริมจากแต่ละค่าย : อันนี้แล้วแต่ลูกเล่นแล้วล่ะว่าจะสร้างสรรค์มาดึงดูดเราได้แค่ไหน เช่น Samsung ทำ Qwerty คีย์บอร์ด หรือ Magic Motion Remote จาก LG ปุ่มเดียวก็เสียวได้ ควบคุมทุกอย่าง อยู่หมัดแบบเครื่อง Wii
- ควบคุมผ่าน Application บน Smart Phone : เก๋ไก๋มั้ยล่ะ ทั้ง Android และ iOS มีพร้อมหมด ข้อดีคือ เราคล่องกับ Smart Phone กันอยู่แล้วล่ะ จริงมั้ย ใช้ทุกวัน 

เป็นอย่างไรบ้างคะ พร้อมแล้วหรือยังสำหรับ Smart TV ?

แอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ ห้ามพลาด !! ถ้าคุณใช้ Smart TV, Internet TV

แอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ ห้ามพลาด !! ถ้าคุณใช้ Smart TV, Internet TV

แอพพลิเคชั่นสำหรับ Smart TV , Internet TV มีให้เลือกใช้มากมาย ทีวีบางยี่ห้อนั้นมีให้เลือกกว่า 1,000 แอพเลยทีเดียว แต่สำหรับอันที่เป็นที่นิยมผมก็ขอรวบรวมมาแนะนำให้เลือกใช้กันครับ

1. Facebook :
อย่างแรกเลยที่ขาดไม่ได้สำหรับยุค นี้ก็คือ Social Network ยอดฮิตอย่าง Facebook นั่นเอง ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่น "ยอดนิยม" สำหรับทุกเพศทุกวัย โดยประมาณ 90% ของ Smart TV จะมีติดมาให้อยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถเข้าไปเช็ค New Feeds หรือทำการ Update สถานะได้ทันที รวมไปถึงการคอมเม้นท์ในวอล์ต่างๆ และในบางรุ่นจะสามารถดูทีวีไปพร้อมๆกับเล่น Facebook ได้อีกด้วย แอพพลิเคชั่นจะขึ้นมาอยู่ด้านข้างของจอภาพ ใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว


 


ตัวอย่างการใช้งาน Facebook พร้อมๆกับดูทีวีไปด้วย 
2. Youtube : สำหรับ Youtube นั้น น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะเป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่ "ขาดไม่ได้" สำหรับ Smart TV ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถเข้าไปรับชมคลิปวีดีโอต่างๆได้จากทั่วโลก สามารถค้นหาคลิปวีดีโอที่ต้องการได้ด้วยการใช้เมนูคีย์บอร์ดในตัวเครื่อง พิมพ์คีย์เวิร์ดที่ต้องการลงไป ก็จะได้รายชื่อคลิปวีดีโอที่ต้องการมารับชม


การใช้งาน Youtube Application

3. Accu Weather : เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการพยากรณ์ อากาศ โดยที่เราสามารถระบุตำแหน่งของสถานที่ ที่เราต้องการทราบสภาพอากาศได้ โดยส่วนใหญ่จะมีมาให้ในตัวเครื่อง

4. Skype : อีกหนึ่ง Application ที่มีประโยชน์มากในการสนทนาทั้งภาพและเสียงไปพร้อมๆกัน นั่นก็คือ Skype ครับ ซึ่งต้องอาศัยตัวกล้องที่เชื่อมต่อผ่านช่องต่อ USB มาใช้ควบคู่กันไป จะแตกต่างจากที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ก็คือ ในตัวกล้องจะมีไมโครโฟนรับเสียงอยู่ในตัว ไม่จำเป็นต้องไปต่อเพิ่มแล้ว แถมได้ภาพใหญ่จุใจ เห็นกันชัดๆข้ามโลก อีกด้วย

มาดูตัวอย่างการใช้งานกันครับ


จอเล็กๆคือไว้ดูตัวเราเอง ส่วนจอใหญ่ก็คือคู่สนทนาของเรา ตัวกล้องจะอยู่ด้านบนทีวี
 5. SF Cinema : เป็นหนึ่งใน Local Content ที่สามารถดูรายละเอียดของหนัง และเช็คเวลาฉายของหนังได้  ถือเป็น Content โดยคนไทย เพื่อคนไทยจริงๆ


6. Game : โดยส่วนมาก แล้วเกมส์ที่มาให้เล่นกับทีวีนั้นจะเป็นเกมส์แนว "สดใส คลายเครียด ใช้สมองนิดๆ" ครับ ถือว่าใช้เล่นแก้เบื่อได้ดีทีเดียว โดยจะไม่เหมือนกันในแต่ละยี่ห้อ ยกตัวอย่างมาให้ดูเป็นบางเกมส์นะครับ จริงๆมีเยอะกว่านี้อีกมาก

SUDOKU เกมส์ใช้สมอง ลองปัญญา


 "Dracula's Coffin" เกมส์เลื่อนลังไม้


ที่เห็นเลื้อยๆแบบนี้ "บันไดงู" นั่นเองครับ


สุดคลาสสิกกับ "เกมส์จับผิด"


 เกมส์ Angry Birds ใน Samsung และ Android TV
 ที่แนะนำไปก็เป็นเพียงแค่ "บางส่วน" ของ Smart TV เท่านั้นเองครับ ยังมีอีกหลายแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ น่าใช้ แต่ว่าในการเลือกซื้อ Smart TV มาใช้ ควรจะศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนว่าตรงตามความต้องการของเราหรือไม่ เพราะในแต่ละยี่ห้อก็มีสิ่งที่ "ทำได้" และ "ทำไม่ได้" จะฟันธงว่า Smart TV , Internet TV เครื่องไหนดีที่สุดนั้น ค่อนข้างลำบาก ผมบอกได้ว่า "ดีหมด" แต่ ดีคนละอย่าง เช่น บางยี่ห้อสามารถลงแอพเพิ่มได้ แต่อีกยี่ห้อหนึ่งสามารถดูทีวีไปพร้อมๆกับเล่น Facebook อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม Smart TV , Internet TV ก็ถือเป็นอีกก้าวของเทคโนโลยีที่ยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนครับ

เจาะลึก !!! พาไปรู้จักกับ Smart TV , Internet TV มันคืออะไร ? ทำอะไรได้บ้าง ? มาดูกัน

เจาะลึก !!! พาไปรู้จักกับ Smart TV , Internet TV มันคืออะไร ? ทำอะไรได้บ้าง ? มาดูกัน

Smart TV / Internet TV โดยทั่วไปคือทีวีที่ "ฉลาด" มากขึ้นนั่นเอง ด้วยความสามารถของตัวเครื่อง ( Spec ) ที่สูงมากขึ้น สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น ( โปรแกรม ) ได้หลากหลาย  สามารถเชื่อมต่อเข้าใช้งานในโลกออนไลน์ Internet อย่างการใช้ Web Browser , Social Network และอื่นๆ ตามฟังก์ชั่นของ Smart TV / Internet TV แต่ละรุ่น

ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีของ TV นั้นพัฒนาไปไกลมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ LCD TV , LED TV , PLASMA TV เชื่อว่าหลายๆท่านคงได้พบเห็นตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้ากันเยอะแล้ว และในปัจจุบันนี้ทีวีจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือที่เอาไว้รับชมรายการ โทรทัศน์หรือดูหนังเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังก้าวเข้าสู่โลกของการเชื่อมต่ออย่าง " Internet "  การใช้แอพพลิเคชั่นที่หลากหลายช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ความ สามารถในการเล่นเกมส์ การจองตั๋วภาพยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย ทุกอย่างรวบรวมไว้แค่ปลายนิ้วสัมผัส



 


Smart TV คืออะไร ??

ก่อนจะพูดถึงคำว่า " Smart TV " ผม ขอยกตัวอย่างไปถึงคำว่า Smart ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ " Smart Phone " ที่ทุกท่านรู้จักกันดีนั่นเอง เริ่มจากเมื่อก่อนนี้ โทรศัพท์มือถือก็มีความสามารใช้รับสายโทรเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันก็มีโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น ทั้งกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลงต่างๆ เชื่อมต่อกับ Internet ดูคลิปวีดีโอ ลงแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมอย่างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น iOS ของ Apple หรือ Android จาก Google นั่นคือที่มาของคำว่า " Smart Phone "

 

กลับมาถึงทางด้าน " Smart TV " ก็ เช่นเดียวกันครับ เมื่อก่อนทีวีที่ใช้กันตามบ้านก็มีการใช้งานเพียง ดูละคร ดูหนัง ดูข่าว เท่านั้น ยังไม่มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้หลากหลายต้องพึ่งแหล่งข้อมูลจากภายนอกเพียง อย่างเดียวในการแสดงผลเช่น เครื่องเล่น DVD เครื่องเกมส์ Console ต่างๆ แต่ในปัจจุบันกล่าวได้ว่าเป็นทีวีที่ "ฉลาด" มากขึ้นนั่นเอง ความสามารถของตัวเครื่องสูงมากขึ้น สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นได้หลากหลาย  โดย ส่วนใหญ่แล้วความสามารถทั้งหมดจะใช้งานได้ด้วยการท่องไปในโลกออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้จำกัดแค่การเชื่อมต่อ Internet เพียงอย่างเดียว ยังรวมไปถึงการใช้งานอื่นๆเช่นการเล่นเกมส์ ( โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ Internet ) การลงแอพพลิเคชั่นต่างๆ มาใช้งาน ซึ่งในแต่ละแบรนด์จะมีความสามารถในการใช้งานและชื่อเรียกแตกต่าง กันออกไป ล่าสุดในปี 2012 บางยี่ห้อเช่น Samsung ยังเพิ่มความสามารถในการควบคุมทีวีให้เหนือชั้นคือการสั่งงานด้วย "เสียง" , "ท่าทาง" และระบบจดจำใบหน้า  ผมขอแยกไว้ตามนี้ครับ


  

 














Provision ED7 Android TV

** Android TV ** ขอ เพิ่มเติมเกี่ยว Android TV กันบ้างครับ ผมคิดว่าหลายๆท่านน่าจะรู้จักระบบปฏิบัติการณ์นี้กันพอหอมปากหอมคอ ซึ่งปกติแล้วเจ้าระบบนี้จะโลดแล่นอยู่บน Smart Phone และ Tablet มากกว่า แต่ปัจจุบันมีทีวีที่จับเอา OS นี้มายัดลงไปก็คือ Provision รุ่น ED7 และ Polytron รุ่น H12A ซึ่งในอนาคตก็อาจจะมีเพิ่มเติมอีกก็เป็นได้ โดยความสามารถก็จะคล้ายกับในมือถือครับ คือการลงแอพพลิเคชั่นต่างๆมาใช้งาน แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการเช่นบางแอพต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการลงทะเบียนเล่น ก็ไม่สามารถทำได้
 


Smart TV , Internet TV นั้น ย่อมต้องการ Internet เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานอัพเดทข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ การใช้งานเว็บบราวเซอร์ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้งานในตัวเครื่อง ซึ่งทีวีแต่ละรุ่นก็มีการเชื่อมต่อไม่เหมือนกัน มาดูกันครับว่าสามารถเชื่อมต่อได้อย่างไรบ้าง

ประเภทของการเชื่อมต่อ Internet ของ Smart TV , Internet TV แบ่งได้ 3 ประเภทก็คือ


1. เชื่อมต่อผ่านสาย LAN  ( Wired - ใช้สาย )
2. เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi Adapter USB  ( Wireless - ไร้สาย )
3. เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi Built-in ในตัวเครื่อง ส่วนมากจะมีในเฉพาะรุ่นสูงๆเท่านั้น  ( Wireless - ไร้สาย )

ซึ่งหลังจากเชื่อมต่อผ่าน WiFi ในวงเดียวกันแล้วบางรุ่นจะมีความสามารถในการแชร์ไฟล์จากอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆเช่นเพลง วีดีโอต่างๆ เพื่อมาแสดงผลทางหน้าจอทีวีได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Notebook , กล้องถ่ายรูป Digital , โทรศัพท์ Smart Phone รุ่นต่างๆ หรือที่เราเรียกว่า DLNA


Application on Smart TV :

สำหรับทีวีบางรุ่นนั้น จะมีความสามารถในการติดตั้งใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆได้ เช่น Samsung / LG / Philips ในจุดนี้เองท่านที่เคยใช้งาน Smart Phone ทั้ง Android หรือ iOS จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่าใช้หลักการเดียวกัน คือเมื่อเราต้องการใช้งานตัวไหนก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจาก Server กลางของแต่ละค่ายได้ทันที และที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ แอพพลิเคชั่นบางชนิดเมื่อ ดาวน์โหลดมาแล้ว การใช้งานในครั้งต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ Internet อีก เช่น เกมส์ต่างๆ แต่สำหรับรุ่นที่ไม่สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ ก็สามารถอัพเดทผ่านทางเฟิร์มแวร์ของตัวเครื่องได้เช่นกัน ( วิธีการอัพเฟิร์มแวร์ก็ง่ายมาก เพียงแค่เชื่อมต่อ Internet ไว้และไปที่เมนูอัพเดท ซอฟแวร์ ในการตั้งค่าทีวี ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ) ส่วนประเภทของแอพพลิเคชั่นต่างๆผมขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือ

1. Local Content : คือแอพพลิเคชั่นต่างๆที่เป็นของคนไทย ภาษาไทย ใช้งานได้อย่างสะดวกเช่น MTHAI , Major Cineplex , SF Cinema , Traffy , Nation Channel

2. Global Content : คือแอพพลิเคชั่นที่เป็นสากลใช้กันทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น Youtube , Facebook , Skype

ท่องเว็บไซต์ต่างๆไปพร้อมกับ Web Browser : 
 

อีกหนึงความสามารถของ Smart TV ,  Internet TV นั่นก็คือ การเข้าเว็บไซต์ต่างๆได้อย่างอิสระ เสมือนว่าเราเปิดจากคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว โดยจะไม่ต้องเสียเวลาเชื่อมต่อให้วุ่นวาย แต่ว่าข้อจำกัดอย่างการพิมพ์ภาษาไทย ต้องใช้อุปกรณ์ควบคุมอื่นเข้ามาเป็นตัว ช่วย ซึ่งผมจะอธิบายในส่วนต่อไปครับ และการแสดงผลอย่าง Flash หรือ Java Script ก็ทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ( ยกเว้นบางรุ่นเท่านั้น ซึ่งในอนาคตอาจจะมีเฟิร์มแวร์ออกมาช่วยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น )


การควบคุม Smart TV , Internet TV ในรูปแบบต่างๆ

มาต่อกันที่ส่วนของการควบคุมกันครับ หลายๆท่านอาจจะยังสงสัยว่า " เอ๊ะ ! ฟังก์ชั่นของทีวีนั้นมีเยอะมาก แต่ปุ่มในรีโมทมันเป็นแค่ตัวเลข และปุ่มทิศทางเท่านั้น เวลาพิมพ์จะสะดวกหรือเปล่า "  จริงๆ แล้วการควมคุมให้ง่ายขึ้นก็เป็นเรื่องที่ทางแต่ละยี่ห้อต้องพยายามปรับตัว เข้าหาผู้บริโภคอย่างเราๆกันให้มากที่สุด เพื่อให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน เพราะความยากง่ายในการควบคุมทีวีก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยตัดสินใจเลือกซื้อ Smart TV เช่นกัน

1. ควบคุมจากรีโมททีวี : โดยปกติแล้วทุกยี่ห้อจะคล้ายๆ กันทั้งหมด อาจจะแตกต่างกันในด้านการวางตำแหน่งและดีไซน์ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ปุ่มควบคุมทิศทาง จะใช้ในการเลื่อนตำแหน่งไปยังส่วนที่ต้องการ และปุ่ม OK เพื่อใช้เลือก วิธีการพิมพ์ก็จะทำได้แค่ "ภาษาอังกฤษ" เท่านั้น โดยใช้ปุ่มตัวเลขเป็นแป้นคีย์บอร์ด ( เช่นเลข 2 บนรีโมทจะมี A B C  ถ้าต้องการพิมพ์ C ให้กดเลข 2 จำนวน 3 ครั้ง )


ตัวอย่างรุ่น Samsung ES8000

2. ควบคุมจากอุปกรณ์เสริมเช่น เมาส์และคีย์บอร์ด : ใน จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ต่างๆ ว่าจะสามารถพัฒนาตัวทีวีให้รองรับกับคีย์บอร์ดและเมาส์ได้หรือไม่ โดยวิธีการเชื่อมต่อจะทำผ่านช่อง USB 2.0 เท่านั้น ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกสบายในการพิมพ์ตัวอักษร ( วิธีการเปลี่ยนภาษาคือ (ALT+ <- alt="" br="" nbsp="">

 
ถัดมาก็คือตัว Magic Motion Remote จาก ทาง LG ที่ใช้รีโมทเป็นตัวชี้ไปยังหน้าจอทีวี และใช้ปุ่มเพียงปุ่มเดียวควบคุมได้ทุกอย่าง ง่ายต่อการใช้งานอีกเหมือนกัน ( คล้ายๆกับการใช้งานของ Nintendo Wii )
 

 
3. ควบคุมจาก Application บน Smart Phone : สำหรับวิธีนี้ต้องการ Smart Phone รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Android หรือว่า iOS ก็สามารถเข้าไปค้นหา แอพพลิเคชั่น รีโมท จากทาง Android Market หรือ App Store ได้ฟรี ข้อดีคือจะทำให้สามารถพิมพ์ " ภาษาไทย " ได้ และมีความคล่องตัวในการใช้งานมาก โดยการเชื่อมต่อนั้นจะต้องเชื่อมต่อผ่าน วง LAN เดียวกันกับตัวทีวีด้วยครับ
 


 
4. การควบคุมด้วยเสียง / ท่าทาง / ระบบจดจำใบหน้า ( Samasung ES8000 , ES7500 , E8000 ) : ถือ เป็นทีวีรุ่นแรกที่บุกเบิกคำสั่งนี้ครับ ทำให้การควบคุมทีวีสะดวกกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงนำเอาไปประยุกต์ใช้กับแอพพลิเคชั่นต่างๆได้อีกด้วย