3/11/2553

Overview of IPv6 VS IPv4

IPv6 (RFC 2373) ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างของ IPv4 ที่เป็นมาตรฐานปัจจุบันในขณะนี้ และจะต้องทำงานร่วมกับ IPv4 เดิมให้ได้ด้วย โดยที่คุณสมบัติเด่นๆ ของ IPv6 ที่เพิ่มขึ้นมาจาก IPv4 นั้น สรุปได้อย่างคร่าวๆ จะมีดังต่อไปนี้

Overview of IPv6 VS IPv4

1. ขยายขนาดของ Address Space จากเดิม 32 บิท ไปเป็น 128 บิท ดัง ฟอร์แมทดังด้านล่างนี้

203.148.145.241 - IPv4

1080:0:0:0:8:800:200C:417A – IPv6

2. มีความสามารถมากขึ้นในการ Routing, Security, Quality of Services (QoS) ภายใน IP Header

3. รองรับการ Authentication

4. สนับสนุน Real Time Services

5. สนับสนุนการ Assign หมายเลข IP Address โดยอัตโนมัติ ในขณะที่ IPv4 ต้องพึ่งโปรโตคอลอื่นๆ เช่น DHCP เป็นต้น

6. ปรับปรุงความสามารถในการติดต่อในรูปแบบของ มัลติคาสท์ (Multicast)

IPv6 Header

ภายใน IPv6 Header นั้น จะสามารถแสดงรายละเอียดได้ดังนี้

Version

Traffic Class

Flow Label

Payload Length

Next Header

Hop Count

Source Address

Destination Address






IPv6 Header Packet

Version

Header

Type of Service

Total Length

Identification

Flag

Fragment Offset

TTL

Protocol

Checksum

Source Address

Destination Address

Options

Padding

IPv4 Header Packet

จากรูป IPv6 จะมีขนาด Header Packet คงที่ คือ 40 Bytes ในขณะที่ IPv4 นั้นมีขนาดตั้งแต่ 20 – 60 Bytes ซึ่ง รายละเอียดในจุดต่างๆ ของ Header ภายใน IPv6 ก็จะสามารถแสดงได้ดังนี้

ตำแหน่งที่ยังคงมีอยู่ภายใน IPv6 เมื่อเทียบกับ IPv4

  • Version ยังคงต้องมีเหมือนเดิม เพื่อใช้บอกว่า packet นี้เป็น IP version ใด ซึ่งกรณีของ IPv6 ค่าของ version ก็จะเป็น 6
  • Header length ถูกตัดออกไป เพราะขนาดของมันจะเป็น 40 Bytes เสมอ การกำหนดให้เป็น fixed length header ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของการประมวลผล packet ดีขึ้น
  • Total Length แทนที่ด้วย Payload length เพื่อระบุขนาดของ payload ในหน่วย octet (byte) ดังนั้นขนาดของ payload สูงสุดจะเป็น 65535 Bytes
  • Identification, Flag, Segmentation, Protocol, Options, และ Padding ถูกย้ายไปอยู่ในส่วนของ extended header เพราะถือว่าเป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้อง process ในทุก router
  • Hop Limit ถูกใช้แทน Time-To-Live ของ IPv4 ... ตาม IPv4 specification TTL จะเก็บเป็นเวลาจริงๆ หน่วยเป็นวินาที โดยระบุว่าแต่ละ router ต้องลด TTL ลงอย่างน้อย 1 วินาที แม้ว่าจะใช้เวลาประมวลผล packet น้อยกว่านั้นก็ตาม
  • Next Header ซึ่งใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็น header ประเภทไหน

ตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาของ IPv6 เมื่อเทียบกับ IPv4

  • Type of Service ของ IPv4 ถูกแทนที่ด้วย Traffic Class ซึ่งใช้ระบุว่า packet นี้อยู่ใน class ไหนและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่ เพื่อที่ router จะได้จัด QoS DiffServ ในการส่ง packet ให้เหมาะสม
  • Flow label ใช้ระบุ end-to-end traffic flow ระหว่างต้นทางกับปลายทาง ใน application หนึ่งๆสามารถสร้าง flow ได้หลายๆ อัน อย่างเช่น video conference เราสามารถแยก flow ของภาพและเสียงออกจากกันได้ แม้ว่าจะเปิด socket ในการทำงานเพียง socket เดียว

ตำแหน่งที่ถูกตัดออกภายใน IPv6

  • Header Checksum ถูกตัดออกเพราะว่ามันซ้ำซ้อนกับ function ของ protocol บน layer ที่อยู่สูงกว่า IP อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการประมวลผล packet ด้วย เพราะ checksum ต้องคำนวณใหม่ที่ router เสมอ หากตัดออกก็จะลดภาระงานที่ router ได้

Extended Headers

เป็นตำแหน่งของโปรโตคอลที่ อาจถูกใช้แค่ในการประมวลผลของเราเตอร์ ต้นทาง หรือ ปลายทางเท่านั้น ดังนั้น เราจะไม่ใส่ Field เหล่านี้ไว้ใน Header ปกติ เนื่องจาก ต้องการที่จะลดการประมวลผลภายในตัวเราเตอร์ ดังนั้นจึงมีการขยายส่วนของ Header เหล่านี้ไปอยู่ใน “Extended Headers” ซึ่งใน 1 Packet เราสามารถใช้ Extended Header ได้มากกว่า 1 Header ดังนั้น เราจึงขอ service จาก IPv6 ได้มากกว่า 1 อย่าง IPv6 specification ล่าสุดกำหนดให้มี Extended Header อยู่ 6 แบบ ทุกแบบจะขึ้นต้นด้วย Field "Next Header" เสมอ เพื่อระบุว่า Extended Header อันถัดเป็นชนิดไหน

รายละเอียดพอสังเขปของ Extended Header

1. Hop-by-Hop: เป็น option ที่ระบุให้ทุก router ที่อยู่ในเส้นทางระหว่างต้น/ปลายทางจะต้องทำตาม เช่น Jumbogram options เพื่อให้ IPv6 packet มีขนาดใหญ่กว่า 65535 Bytes ได้ ขนาดของ Jumbogram สูงสุดคือ 2^32 Bytes

2. Routing: ใช้สำหรับทำ source routing คือต้นทางสามารถระบุเส้นทางที่ packet ต้องผ่านได้ โดย list เป็น router ที่ต้องส่ง packet ผ่านไปจนถึงปลายทาง Source routing ของ IPv6 สามารถระบุแต่ละ router ใน list ได้เลยว่าเป็น strict source routing หรือ loose source routing (หมายความว่าเราระบุ ทั้ง strict และ loose source routing ผสมกันได้) ซึ่งยืดหยุ่นมากกว่า source routing ของ IPv4 ที่จะบังคับว่า router ใน list ต้องเป็น strict หรือไม่ก็เป็น loose source routing ทั้งหมด

3. Fragment: ใช้สำหรับทำ fragmentation เหมือนของ IPv4 แต่ที่ต่างกันก็คือ IPv6 จะมี function สำหรับหา path MTU ไว้อยู่แล้วเพื่อจะได้รู้ว่าขนาด Maximum Transfer Unit ที่เหมาะสมของ path นั้นๆ มีค่าเป็นเท่าไหร่ ดังนั้นการทำ fragmentation จึงทำที่ source เท่านั้น (IPv4 จะทำ fragmentation ทั้งที่ source และ router)

4. Authentication: ใช้สำหรับทำ authentication รายละเอียดจะอยู่ในเรื่อง IP Security (IPSEC)

5. Encapsulated Security Payload: ใช้สำหรับทำ encryption และ cryptography อื่นๆ รายละเอียดจะอยู่ใน IP Security

รายละเอียดทั้งหมดของ Extended Headers

1. IPv6 header

2. Hop-by-Hop Options header

3. Destination Options header

4. Routing header

5. Fragment header

6. Authentication header

7. Encapsulating Security Payload header

8. Destination Options header

9. upper-layer header (e.g., TCP, UDP)

IPv6 Addresses

IPv6 Address ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบมากขึ้นเพื่อลดปัญหาเรื่องของ Routing อย่างที่เคยเกิดกับ IPv4 นอกจากนี้ก็ยังแบ่ง Address ออกเป็นหลายประเภท เพื่อใช้ในลักษณะงานที่ต่างๆ กัน โดยหลักๆ แล้ว IPv6 address ถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ Unicast, Multicast, และ Anycast

1. Unicast address ใช้ในการ routing ตามปกติเหมือนใน IPv4 เป็น routing แบบ end-to-end จากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง

2. Multicast address ใช้ในการ routing แบบ multicasting (ถูกใช้ในกลุ่มของ Application ที่เป็น Multicast ด้วยกัน เช่น ใน Routing Protocol พวก RIPv2, OSPF) ใน Multicasting เครื่องแต่ละเครื่องจะถูกกำหนดให้อยู่ใน Group (1 Machine อาจจะอยู่ได้มากกว่า 1 Group) แต่ละ Group จะมี Multicast Address เป็นตัวกำหนด เครื่องที่มี Multicast Address เดียวกันก็จะหมายความว่าอยู่ใน Group เดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราส่งข้อมูลไปยัง Multicast Address เครื่องทุกเครื่องใน Group นั้นก็จะได้รับข้อมูลของเรา การทำ Multicasting ทำให้ลดความซ้ำซ้อนในการส่งข้อมูลไปหาเครื่องหลายๆ เครื่อง

3. Anycast Address จะคล้ายกับ Multicasting คือมีแบ่งเป็นกลุ่มที่เรียกว่า SET แต่ละ SET จะกำหนดโดยใช้ Anycast Address ที่ต่างก็คือเมื่อเราส่งข้อมูลไปยัง Anycast Address เครื่องใดเครื่องนึงใน SET นั้นจะเป็นได้รับข้อมูลของเรา ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นเครื่องที่อยู่ใกล้เราที่สุด

IPv6 Address Format

ใน IPv6 นั้นจะใช้เลขฐาน 16 (Hexadecimal) ในการกำหนดหมายเลข IP Address ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 0-9 และ A-F โดยแบ่งเป็นส่วนๆ ละ 16-bit (เท่ากับเลขฐาน 16 จำนวน 4 หลัก) address หนึ่งจึงมีทั้งหมด 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มคั่นด้วยเครื่องหมาย Colon เช่น

FEDC:BA98:7654:3210:FEDC:BA98:7654:3210

IPv6 อนุญาตให้เขียน Address ย่อได้ตาม Format ดังต่อไปนี้

1. เลข 0 ที่นำหน้าตัวเลขในแต่ละกลุ่มถือว่าไม่มีนัยสำคัญก็สามารถตัดออกได้ เช่น

1080:0000:0000:0000:0008:0800:200C:417A

จะสามารถเขียนได้เป็น

1080:0:0:0:8:800:200C:417A

2. Address ที่มี 0 ติดกันเยอะๆ จะเขียนย่อเป็น "::" ได้ เช่น

FF01:0:0:0:0:0:0:101

จะสามารถเขียนได้เป็น

FF01::101

IPv6 Address Types

IPv6 นั้นจะมี รูปแบบของ IP Address อยู่ทั้งหมด 6 ประเภทหลักๆ ได้ดังต่อไปนี้

- Global Unicast Address

- Site-Local Unicast Address

- Link-Local Unicast Address

- IPv4 mapped IPv6 Address

- IPv4 compatible IPv6 Address

- Unspecified Address

IP Address Allocation

Allocation

Prefix

Fraction

Reserved

0000 0000

1/256

Unassigned

0000 0001

1/256

Reserved for NSAP Allocation

0000 001

1/128

Reserved for IPX Allocation

0000 010

1/128

Unassigned

0000 011

1/128

Unassigned

0000 1

1/32

Unassigned

0001

1/16

Aggregatable Global Unicast Addresses

001

1/8

Unassigned

010

1/8

Unassigned

011

1/8

Unassigned

100

1/8

Unassigned

101

1/8

Unassigned

110

1/8

Unassigned

1110

1/16

Unassigned

1111 0

1/32

Unassigned

1111 10

1/64

Unassigned

1111 110

1/128

Unassigned

1111 1110 0

1/512

Link-Local Unicast Addresses

1111 1110 10

1/1024

Site-Local Unicast Addresses

1111 1110 11

1/1024

Multicast Addresses

1111 1111

1/256

Global Unicast Address

- จะคล้ายคลึงกันกับการแบ่ง IP ออกเป็น Class A-C ของ IPv4 ซึ่งจะถูกใช้เป็น Public IP และ มีจำนวนมากที่สุด ก็คือ 1/8 ของ หมายเลข IPv6 ทั้งหมด เราสามารถดูรูปแบบของ Global Unicast Address ได้ดังนี้

Global Unicast Address Format

Site-Local Unicast Address

- จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับ Private IP Address ของ IPv4 โดยที่ Router จะไม่ทำการ Forward IP Address นี้ไปยัง Internet โดยจะมี Prefix เป็น FEC0::/10

Site-Local Unicast Address Format

Link-Local Unicast Address

- จะถูกใช้ในกรณี Stateless Auto-configuration Process และการค้นหา+รักษาสถานการณ์เชื่อมต่อของเพื่อนบ้าน (Neighbor Discovery Protocol) ต่างๆ โดยที่มี Prefix เป็น FE80::/10

Link-Local Unicast Address Format

IPv4 Mapped IPv6 Address

- เป็นการ Encapsulated IP Address ของ IPv4 เข้าไปใน IPv6 ในตำแหน่ง bit ที่ 81-96 โดยที่รูปแบบของ Format คือ ::FFFF:A.B.C.D

IPv4-Compatible IPv6 Address

- เป็นการ Tunnel IPv6 Address ไปอยู่ใน IP Address ของ IPv4 โดยที่นำ IPv4 Addressไปใส่ในตำแหน่ง 4 Octets สุดท้าย ดัง Format ดังต่อไปนี้ ซึ่ง จะถูกใช้มากใน Dual Stack (เราเตอร์ที่ รันทั้ง IPv4 และ IPv6) ภายใน Network

0:0:0:0:0:0:A.B.C.D หรือ ::A.B.C.D

Unspecified Address

- ถูกใช้เมื่อ Host นั้นๆ ไม่ได้มี IP Address อยู่ (เหมือนในกรณีของ IPv4) หรือ อาจเกิดจากเมื่อได้รับ IP ที่ซ้ำกัน หรือเกิดการผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่ง Format ของ Unspecified Address นี้คือ 0::0/128 หรือ ::/128

อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ IPv6

  • Path MTU discovery เป็นการหา maximum transfer unit ที่เหมาะสมของ path ที่ใช้ในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง การหา path MTU ทำให้ router ไม่จำเป็นต้องทำ fragmentation กันอีกเพราะ source node จะทำ fragmentation เพื่อให้ได้ packet ที่มีขนาดเหมาะสมที่สุดสำหรับปลายทางแต่ละแห่ง
  • Neighbor discovery ของ IPv6 ใช้สำหรับหา neighbor node รวมไปถึง router ด้วย ดังนั้นจึงสามารถหา default gateway ได้โดยอัตโนมัติ
  • IPv6 node มี feature ในการตั้ง IP address ให้ตัวเองได้โดยอัตโนมัติ เรียกว่า auto-address configuration ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ BOOTP/DHCP ในการกำหนด IP address ซึ่ง IPv6 node สามารถใช้งานได้ทันทีหลังจากใช้ neighbor discovery ในการหา default gateway อย่างไรก็ตาม DHCP ยังคงได้ประโยชน์ใช้ในการกำหนด DNS, domain name, และ configuration อื่นๆ เหมือนเดิม
  • เกี่ยวกับ Security ก็จะมี authentication และ encapsulated security payload เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลในระดับ packet, functions ต่างๆ ของ security นี้ถูกกำหนดไว้ใน IP Security Specification.
  • จาก Feature ของ auto-address configuration ทำให้ IPv6 สนับสนุนการ mobile IP ในตัวและไม่จำเป็นต้องใช้งาน foreign agent เหมือนใน IPv4
  • IPv6 ไม่มี function สำหรับทำ Quality-of-Service routing แต่มีโครงสร้างที่สนับสนุนการทำ QoS หรือ CoS routing โดยใช้ Traffic Class และ Flow Labe Field ซึ่งในปัจจุบันมี standard ของ Differentiated Service ซึ่งเป็น Class-of-Service (CoS) routing สำหรับใช้บน IPv6 แล้ว

Firewire

Firewire

1. ประวัติความเป็นมา

1.1 ประวัติความเป็นมาของเทคโนโลยี Firewire
บริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ดำเนินการพัฒนา FireWire มาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 1990 โดยมีจุดหมายเพื่อทดแทนการเชื่อมต่อแบบ SCSI การพัฒนาเสร็จสิ้นใน ค.ศ. 1995 และได้กลายเป็นมาตรฐานของ IEEE ในชื่อ IEEE 1394 บริษัทโซนี่ได้นำไปปรับปรุงให้เป็นการเชื่อมต่อของตนเองในชื่อ i.Link โดยได้ตัดพินที่ทำหน้าที่จ่ายพลังงานออกไป 2 พิน เหลือเพียงพินที่ใช้ส่งข้อมูล 4 พินเท่านั้น FireWire นิยมใช้ในอุปกรณ์บันทึกข้อมูลและกล้องวิดีโอดิจิทัล เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้ต้องการอัตราการส่งข้อมูลสูง FireWire ยังได้รับความนิยมในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะมีความเร็วสูงกว่า USB 1.0 ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การที่แอปเปิลและเจ้าของสิทธิบัตรใน FireWire เรียกร้องค่าใช้งานจากผู้ใช้ (0.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง) ทำให้ FireWire ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ USB ได้ในตลาดล่างไฟร์ไวร์ หรือ FireWire (อาจรู้จักในชื่อ i.Link และ IEEE 1394) เป็นข้อกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อบัสการสื่อสารแบบอนุกรมของคอมพิวเตอร์ส่วน บุคคล การที่ FireWire มีอัตราการส่งข้อมูลสูง ทำให้เข้ามาทดแทนการเชื่อมต่อแบบ SCSI ในอุปกรณ์หลายชนิดอุปกรณ์ที่นิยมใช้ FireWire มากที่สุดคือ กล้องวิดีโอดิจิทัล ซึ่งมีช่องเสียบ FireWire มาตั้งแต่ ค.ศ. 1995 เครื่องคอมพิวเตอร์บางยี่ห้อ เช่น แอปเปิล คอมพิวเตอร์ หรือ โซนี่ ได้รวม FireWire เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเช่นกัน แต่ในปัจจุบัน FireWire กำลังถูกแทนที่ด้วยมาตรฐาน USB 2.0

รูปที่ 1-1 แสดงตัวอย่างของ Firewire แบบ 6 พิน
(http://th.wikipedia.org)

1.2 เทคโนโลยี FireWire
FireWire รุ่นแรกเรียกว่า FireWire 400 สามารถส่งข้อมูลได้ 100, 200, 400 Mbit/s (ในความเป็นจริงจะส่งได้ 98.304, 196.608, 393.216 Mbit/s ตามลำดับ) สามารถต่อพ่วงอุปกรณ์ได้สูงสุด 63 ชิ้น (โดยใช้ฮับเข้าช่วย) สามารถเชื่อมต่อแบบ peer-to-peer เช่น เชื่อมระหว่างเครื่องพิมพ์และสแกนเนอร์ โดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ FireWire ยังสามารถจ่ายพลังงานได้ 45 วัตต์ต่อพอร์ทอีกด้วย
1.3 คุณสมบัติของ firewire
ในปัจจุบัน IEEE 1394 (Fire Wire) หรือ i-link กำลังได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นมาตรฐานที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทบันเทิง สื่อสารข้อมูล และคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกันโดยมีแนวทางหลักๆดังนี้
•ความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลที่100,200,400และ800Mbps
•Analog / Digital Converter จะทำเฉพาะที่อุปกรณ์เครื่องใช้ต้นทางเท่านั้น หลักจากนั้นจะเป็น Digitalทั้งหมด
•สายสัญญาณขนาดเล็กที่เชื่อมต่อสามารถขยายความยาวออกไปได้ด้วยสายเชื่อมต่อพิเศษที่มีคุณภาพสูงกว่าและราคาแพง
• ไม่ต้องใช้จุดเปิด หรือ Terminator ไม่ต้องกำหนด device ID และไม่ต้องกำหนดหมายเลขใดๆ ที่ตัวอุปกรณ์
•Hot-pluggableคือเราสามารถต่อเชื่อมหรือถอดอุปกรณ์ออกในขณะที่กำลังใช้งานอยู่ได้ (การเสียบ/ถอดโดยไม่ต้องปิดเครื่อง)
•ออกแบบมาให้ใช้สำหรับสินค้าประเภทคอนซูเมอร์จึงมีราคาถูก
•เป็นระบบที่ทำให้อุปกรณ์ความเร็วต่างกันสามารถใช้งานร่วมกันได้100 , 200 , 400 และ 800 Mbps
•รูปแบบการเชื่อมต่อที่เป็นทั้ง daisy chain การต่อแยกแบบ Tree และการต่อตรงแบบ Peer – to – Peer
•มีขบวนการในการควบคุมเวลา สำหรับการส่งผ่านข้อมูลที่มีคุณภาพ โดยมีจุดพักข้อมูลที่น้อยที่สุด
•เป็นระบบเปิดไม่ผูกขาดสำหรับสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง
•ขบวนการบริหาร“Bus”มีระบบป้องกันที่ดีมากรวมทั้งการจัดสรรแหล่งพลังงานของ ทุกตัวอุปกรณ์ที่อยู่บน “Bus” เดียวกัน อุปกรณ์ต้องสามารถสัมผัสการต่อเชื่อมได้อย่างรวดเร็ว

1.4 คุณสมบัติเด่นๆของ Fire wire

- Versatility (แปลว่าใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น - มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการนำไปใช้งาน) เพราะใน 1 วงการต่อเชื่อมของ Fire wire สามารถต่อเชื่อมอุปกรณ์ได้ 63 ตัว โดยที่อุปกรณ์ดังกล่าวจะเป็นอุปกรณ์ใดๆก็ได้ที่มีอินเทอร์เฟซและมาตรฐาน Firewire
- High Speed ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูง การออกแบบ IEEE 1394 ในยุคแรกนั้น ประกันความเร็วไว้ที่ 100 เมกะบิต/วินาที ในขณะที่มาตรฐานนั้นประกันว่าจะได้ความเร็วสูงถึง 400 เมกะบิต/วินาที และสำหรับอุปกรณ์ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำๆ FireWire ยังยอมให้มีการส่งแบบ Isochronousคือส่งข้อมูลแบบมัลติแชนนอลได้สองช่องทาง
-เมื่อเป็น High Speed Serial BUS จึงถูกวางตำแหน่งให้เหมาะสมสำหรับ Application ประเภท "มัลติมีเดีย" ที่ต้องการการส่งข้อมูลแบบ "Data Streaming" เช่น กล้องวิดีโอ ระบบการตัดต่อวิดีโอพรินเตอร์สแกนเนอร์อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
-สนับสนุน "Plug and Play" เพื่อความสะดวกในการติดตั้ง นอกจากนี้ยังมีกระบวนการในการตรวจสอบว่าอุปกรณ์นั้นพร้อมใช้งานด้วย
-ต่อได้กับDVCamcorder,Scanner,Harddisk
- ติดตั้งง่าย ไม่ต้องมี Jumper ให้ยุ่งยาก
2. สิ่งที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงจาก FireWire
FireWire 800 หรือ IEEE 1394b นั้นได้รับการรับรองมาตรฐานตั้งแต่ปี2002ซึ่งสิ่งที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุง จากFireWireรุ่นเดิมมีดังนี้
2.1ความเร็วการส่งผ่านข้อมูลที่สูงขึ้น
FireWire 800 มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 800Mbps ซึ่งนับว่าเร็วเป็น 2 เท่าของรุ่นเดิมเลยทีเดียว และจากการที่ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบเดียวกับที่ใช้ใน Gigabit Ethernet ทำให้ในทางทฤษฎีแล้ว IEEE 1394 สามารถมีความเร็วได้สูงถึง 3,200Mbps ซึ่งด้วยความเร็วขนาดนี้จะทำให้สามารถนำไปใช้ในงานตัดต่อวิดีโอขั้นสูงอย่าง High-definition (HD) Video ได้สบายๆ

รูปที่1-2 แสดงตัวอย่างของ Firewire 800 (http://www.arip.co.th/)

รูปที่1-1 แสดงกราฟการเปรียบเทียบความเร็วของ USB และ Firewire (http://www.arip.co.th/)

2.2รองรับความยาวสายได้มากขึ้น
นอกจากพัฒนาการในเรื่องความเร็วแล้ว FireWire 800 ยังใช้งานร่วมกับสายเชื่อมต่อได้หลายชนิด โดยในกรณีที่ใช้สายไฟเบอร์ออปติกจะทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่อยู่ ห่างได้ถึง 100 เมตร โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฮับ (ความยาวจะขึ้นกับชนิดของสาย) ส่วนกรณีของ FireWire รุ่นเก่านั้น ถ้าใช้ฮับ FireWire 800 มาช่วยก็จะสามารถเพิ่มความยาวของสายได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

รูปที่ 1-1 ตารางแสดงความยาวของสายแบบต่างๆ(http://www.arip.co.th/

เห็นได้ว่าความยาวของสายจะขึ้นอยู่กับชนิด ของสาย โดยสาย Fiber Optic จะสามารถ เชื่อมอุปกรณ์ได้ไกลถึง 100 เมตร

2.3 ความเข้ากันได้กับ FireWire รุ่นเดิม (IEEE 1394)


รูปที่1-3แสดงลักษณะของหัว Connector ที่สามารถทำให้ FireWire 800 และ FireWire รุ่นเดิมทำงานด้วยกันได้ (http://www.vcharkarn.com )

FireWire 800 นั้นมีการทำงานอยู่ 2 โหมด คือโหมด beta ที่มีการเข้ารหัสความเร็วสูง เป็นโหมดที่จะเปิดขึ้น เมื่อทั้งอุปกรณ์และเครื่องพีซีสนับสนุนการใช้งาน FireWire 800 ส่วนอีกโหมดก็คือ โหมด Legacy ที่จะมีความเข้ากันได้กับมาตรฐาน FireWire รุ่นเก่า (ทั้ง IEEE 1394-1995 และ IEEE 1394a) สรุปก็คือ ไม่ว่าอุปกรณ์หรือพีซีจะใช้มาตรฐาน IEEE รุ่นใดก็จะสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างแน่นอนแต่เนื่องจากหัว connector ของ FireWire (IEEE 1394) จะ เป็นแบบ 6 พิน และ 4 พิน ในขณะที่ FireWire 800 จะเป็น 9 พิน ทำให้จะต้องมีสาย adapter ด้วย

รูปที่1-4 แสดงลักษณะของหัว Connector ของ FireWire และ FireWire 800 (http://www.arip.co.th/)

2.4 การส่งข้อมูลแบบ Real-time
FireWire มีความแตกต่างจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ ตรงที่สามารถส่งผ่านข้อมูลในลักษณะของ Real-time ซึ่งมีความจำเป็นมากในงานตัดต่อวิดีโอหรือเพลง ซึ่งลักษณะของการส่งผ่านข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Isochronous และ Asynchronous โดยแบบแรกจะเหมาะกับงานที่ต้องการความถูกต้องของลำดับข้อมูล (เช่นการตัดต่อวิดีโอ) ในขณะที่แบบที่สองนั้นจะเหมาะกับงานที่ต้องการความครบถ้วนของข้อมูลโดยไม่ สนใจเรื่องลำดับของข้อมูลมากนักซึ่งนับว่ายากเพราะในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการ เชื่อมต่อน้อยมากที่จะรองรับการส่งผ่านข้อมูลทั้งIsochronous และAsynchro-nous
2.5 on-Bus power
เช่นเดียวกับ FireWire รุ่นก่อน ที่อุปกรณ์ FireWire 800 นั้นไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้แหล่งจ่ายไฟจากภายนอกมาช่วยเลย ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็คือ เราจะสามารถชาร์จไฟอุปกรณ์ในขณะที่ทำการเชื่อมต่อได้เลย แต่ในกรณีนี้จะใช้ไม่ได้กับหัว Connector และสายแบบ 4 พิน เพราะว่าหัวต่อและสายประเภทนี้จะไม่มีการจ่ายไฟออกมาจากพอร์ตแต่อย่างใด
2.6 พัฒนาการที่เหนือกว่า USB 2.0
การเชื่อมต่อแบบ USB 2.0 จะได้รับความนิยมมากในอุปกรณ์ภายนอกหลายชนิด แต่ยังคงด้อยกว่าในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของความเร็ว, ความยาวของสายที่รองรับและกำลังไฟที่จ่ายผ่านพอร์ต ทำให้เมื่อเทียบกันแล้ว FireWire จะรองรับงานที่ต้องใช้การส่งผ่านข้อมูลหนักๆ อย่างงานวิดีโอ,มัลติมีเดีย,งานกราฟิกหรืองานในสตูดิโอได้ดีกว่า นอกจากนั้น (เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ FireWire มีความเร็วในการใช้งานจริงสูงกว่า USB 2.0 ในขณะที่มีอัตราการส่งผ่านข้อมูลพอๆ กัน)

3 .การทดสอบความเร็วในการใช้งานจริงของ FireWire 800
ในส่วนความเร็วของการเชื่อมต่อ FireWire 800 ในบทความนี้การทดสอบจะมีอยู่ 2 ส่วน (อ้างอิงจาก www.tomshardware .com)คือการทดสอบความเร็วในการเชื่อมต่อกับฮาร์ดดิสก์ชนิดติดตั้งภายนอกและ การทดสอบความเร็วการถ่ายข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์ก โดยอุปกรณ์ FireWire 800 ที่ใช้ในครั้งนี้จะมี 2 ตัว คือ Century Global 1394b V1 และ WiebeTech Fire800
3.1 Century Global 1394b V1


รูปที่1-8 ภาพแสดง Century Global 1394b V1(http://www.arip.co.th/)

สำหรับ Century Global 1394b V1 ที่ตัวการ์ดจะเห็นได้ว่าที่เสียบกับสล็อตจะใช้ไม่ได้กับสล็อต PCI อย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะว่าในทางปฏิบัติแล้วบัส PCI ที่เราใช้กันอยู่จะไม่สามารถรองรับความเร็วขนาด 800Mbps หรือคิดเป็นประมาณ 100 เมกะไบต์/วินาที ได้อย่างแน่นอน (ในทางทฤษฎีแล้วความเร็วของบัส PCI อยู่ที่ 133 เมกะไบต์/วินาที แต่เนื่องจากอุปกรณ์ทุกอย่างในบัสจะต้องแชร์ช่องทางส่งข้อมูลทำให้ความเร็ว ที่เหลือจริงๆ ต่ำกว่านั้นมาก) ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคอขวดทาง Century Global จึงหันไปใช้สล็อต PCI 64 บิต แทนแต่ว่าสล็อตนี้ก็จะพบได้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น สำหรับตัวการ์ดจะใช้ชิปของ TSB82AA2 จาก Texas Instruments และมีพอร์ตมาให้ 3 พอร์ต

รูปที่1-9 ภาพแสดงการ์ด ที่ต้องใช้งานร่วมกับสล็อต PCI 64 (http://www.arip.co.th/ )


รูปที่1-10 ภาพแสดง พอร์ต 3 พอร์ต บนตัวการ์ด(http://www.arip.co.th/ )
3.2 WiebeTech Fire800
อีกอุปกรณ์ก็คือ WiebeTech Fire800 นั้นจะเป็น External case สำหรับไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งสามารถรองรับโหมด UltraATA และยังมีพอร์ตให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ USB 2.0, FireWire (IEEE 1394) และ FireWire 800 (IEEE1394b)

รูปที่1-11 ภาพแสดงตัวเคสของ WiebeTech Fire800 (http://www.arip.co.th/ )


รูปที่1-12 ภาพแสดงพอร์ตเชื่อมต่อทางด้านหลัง(http://www.arip.co.th/ )

3.3 ระบบที่ใช้ในการทดสอบ


รูปที่1-2 ตารางแสดงระบบที่1 ใช้ในการทดสอบกับฮาร์ดดิสFireWire800(http://www.arip.co.th )


รูปที่1-3ภาพตารางแสดงระบบที่2 ใช้ในการทดสอบเน็ตเวิร์กคู่กับระบบแรก(http://www.arip.co.th )
3.4 ผลการทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์

รูปที่1-2 กราฟแสดงผลการทดสอบความเร็วของอัตราการส่งผ่านข้อมูลของการอ่านฮาร์ดดิสก์ (http://www.arip.co.th )

รูปที่1-3 แผนภูมิแสดงผลการทดสอบความเร็วของอัตราการส่งผ่านข้อมูลของการเขียนฮาร์ดดิสก์ (http://www.arip.co.th )

4 . รูปแบบการส่งข้อมูลของ 1394
1394 ใช้การแบ่งส่วนสลับเวลา(time division multiplexing) มาแบ่งเวลาเป็นช่วงๆช่วงละ 125 micro –sec แล้วจะแบ่ง bandwidth ออกเป็นสองส่วนสำหรับการส่งแบบ asynchronous และ isochronous โดยเฉลี่ยกันในอัตรา 20-80% การติดต่อแบบ asynchronous จะถูกจัดกลุ่มรวมกันและรับประกันส่วนแบ่งอย่างต่ำ 20% และสูงที่สุดเท่ากับความเร็วของบัสคือ 400 MBps (1394b อยู่ที่ 3.2Gbps
4.1 Communication model
1394 ได้กำหนดรูปแบบการสื่อสาร (communication model) เป็นของตนเองตามรูปด้านล่าง แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าชนิดข้อมูลของการเชื่อมต่อทั้งแบบ asynchronous และ isochronous ต่างต้องการการแทรกแซงจากระดับการจัดการบัสแต่มีกลไกสำหรับการส่งและหน้าที่ แตกต่างกัน

รูปที่1-13 แบบจำลองการสื่อสาร IEEE 1394 (http://www.manusmedia.com/postdetail.php?contentsid=251)



รูปที่1-4 ตารางแสดงหน้าที่ของ Layer(http://www.manusmedia.com/postdetail.php?contentsid=251 )
จากแบบจำลองจะเห็นว่าการส่งแบบ isochronous จะมีการทำงานที่ง่ายกว่าแบบ asynchronous และระบบ addressing ของ isochronous ก็ง่ายกว่าในการทำงานครั้งแรก อุปกรณ์ต้องส่งคำร้องขอการควบคุมในระดับ physical ก่อน
ถ้าเป็นการขอแบบ asynchronous ที่อยู่ของทั้งทางผู้รับและผู้ส่งจะถูกส่งไปกับ packet ด้วยพร้อมกับข้อมูลที่ตามมา เมื่อผู้รับได้รับแล้วก็จะแจ้งต่อผู้ส่งว่าได้รับแล้วแต่ถ้าหากผิดพลาด การแก้ไขความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้น
เมื่อการส่งแบบ isochronous ถูกเรียกใช้ผู้ส่งจะต้องขอหมายเลขกับช่อง bandwidth ที่ต้องการดังนั้นผู้ส่งจะส่งช่อง ID ตามติดด้วยข้อมูลผู้รับก็จะตรวจสอบและรับเฉพาะ ข้อมูลที่ตรงกับชื่อของตัวเอง

รูปที่1-14 ภาพแสดงการส่งข้อมูล(http://www.manusmedia.com/postdetail.php?contentsid=251)
การส่งข้อมูลแบบ isochronous ถูกจัดไว้อยู่หน้าของข้อมูลแบบ asynchronous ดังแสดงในรูปด้นบน
เมื่อข้อมูลแบบisochronousกำลังถูกส่งภายในช่องที่มันได้รับอนุญาตมันก็จะสามารถใช้งานจนกระทั่งเสร็จสิ้น
ข้อมูลasynchronousที่ต้องการส่งในขณะเดียวกันก็จะใช้สลอทที่ว่างอยู่แทน เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ถูกส่งไปได้อย่างต่อเนื่องตามต้องการ

5.การนำFireWireไปใช้งาน

OS ที่สนับสนุนการต่อเชื่อม FireWire ในตระกูลพีซีคือ วินโดวส์ XP ผู้ที่ต้องการจะใช้ FireWire บน PC ก็ต้องตรวจสอบด้วยว่ามีOSที่สนับสนุน IT และผู้ผลิตไมโครคอนโทรลเลอร์หลายราย พัฒนาคอนโทรลเลอร์ ซึ่งจะเป็นชิปที่ใส่เพิ่มลงไปบนเมนบอร์ด แต่หากคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่ มี OS วินโดวส์ XP ที่สนับสนุนการต่อเชื่อม Fire wire แต่ยังไม่มีพอร์ตต่อเชื่อม ก็สามารถหาซื้อการ์ด Fire wire Controller ซึ่งเป็นการ์ดที่มี อินเทอร์เฟซแบบPCIมาติดตั้งเพิ่มเติมได้
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เข้ากับมาตรฐานIEEE1394ที่จะสามารถหาได้ในอนาคต
•กล้องวิดีโอ,camcorder,VCR,กล้องดิจิตอล
•พรินเตอร์สแกนเนอร์โมเด็ม
• ฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์เก็บ / สำรองข้อมูล

รูปที่1-4 ตารางแสดงการเปรียบเทียบความเร็วของการรับส่งข้อมูลของ port แบบต่างๆ (http://www.vcharkarn.com )

5.1สรุปการขยายขีดความสามารถของ IEEE 1394 (Fire Wire) ในอนาคต
-ข้อจำกัดของFireWire
Fire Wire ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานแบบเน็ตเวิร์กโดยเฉพาะ และโพรโตคอล IPv4 ที่ใช้กับ IEEE 1394 นั้นไม่ได้รับการปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพด้านความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล มากนัก และสุดท้ายก็คือ ข้อจำกัดของตัวระบบปฏิบัติการวินโดวส์เอง ซึ่งหากนำไปใช้กับระบบปฏิบัติอื่นๆ อย่าง Linux หรือ Unix ก็จะได้ความเร็วมากกว่านี้ แต่ข้อจำกัดที่สุดของ Fire Wire Network ก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้เน็ตเวิร์กที่สร้างจาก Fire Wire จะเหมาะกับการใช้งานในบ้านเท่านั้นเพราะไม่ต้องสนใจเรื่องการรักษาความ ปลอดภัยกันมากมายนักทำให้ภาพรวมของการใช้งาน Fire Wire 800 เป็นระบบเน็ตเวิร์ก จะมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ได้เท่านั้น

ขีดความสามารถของIEEE1394(FireWire)ในอนาคต
•การเชื่อมต่อกับระบบgigabit
•การเชื่อมต่อกับ100Mbit/s
• การขยายความยาวของสาย โดยใช้สายนำสัญญาณที่สามารถรองรับการทำงานได้ดีกว่าเดิม และการใช้FiberOptic
•การกำหนดA/Vcommandและprotocol
•ระบบเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มของ1394ด้วยกันเอง
•การทำgatewayไปสู่ระบบสื่อสารข้อมูลอื่นๆเช่นATM,Ethernetเป็นต้น

ทิศทางของIEEE1394(FireWire)
ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลคอมพิวเตอร์ วีดิทัศน์ เสียง โทรศัพท์ โทรสาร และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลายกำลังจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ง่าย ขึ้น ซึ่งความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าหากันโดยไม่ต้องปิดเครื่อง ทำให้ผู้ใช้ลดความกังวลในความยุ่งยากต่าง ๆ เช่น กลัวเครื่องเสียหรือกลัวไฟฟ้าซอต เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะหายไปและอุปกรณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ก็จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้คน มากขึ

Internet Protocol Security (IPsec)

1.บทนำ
Internet Protocol Security (Ipsec) IPsec เป็นส่วนเพิ่มขยายของ Internet Protocol (IP) ในชุดโพรโตคอล TCP/IP พัฒนาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานของ IPv6 ซึ่งเป็นโพรโตคอลที่พัฒนาเพื่อใช้แทน IPv4 ที่ใช้ในปัจจุบันและกำหนดหมายเลข RFC เป็น RFC2401IPsec ใช้โพรโตคอล 2 ชุดคือ Authentication Header (AH) และ Encapsulated Security Payload (ESP) เพื่อรองรับการพิสูจน์ตัวตน(Authentication) การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity) และการรักษาความลับ (Confidentiality) ในระดับชั้นของ IPsec เป็นส่วนเพิ่มขยายของ Internet Protocol (IP) ในชุดโพรโตคอล TCP/IP พัฒนาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานของ IPv6 ซึ่งเป็นโพรโตคอลที่พัฒนาเพื่อใช้แทน IPv4 ที่ใช้ในปัจจุบันและกำหนดหมายเลข RFC เป็น RFC2401IPsec ใช้โพรโตคอล 2 ชุดคือ Authentication Header (AH) และ Encapsulated Security Payload (ESP) เพื่อรองรับการพิสูจน์ตัวตน(Authentication) การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity) และการรักษาความลับ (Confidentiality) ในระดับชั้นของ IP
ในทางเทคนิคแล้ว IP Sec ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือส่วนที่อธิบายข้อมูลส่วนหัวที่เพิ่มเติมเข้าไปกับแพ็กเก็ตเพื่อ ใช้ในการเก็บรักษาความปลอดภัย(security identifier) ข้อมูลสำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ( Integrity control ) และข่าวสารที่จำเป็นอื่นๆ ส่วนที่สองคือ ISAKMP (Internet Security Association and Key Management Protocol)ซึ่งจะเป็นตัวจัดการเกี่ยวกับการจัดตั้งคีย์
โดยที่มาตรฐาน IPSec นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการส่งข้อมูลจาก Hacker โดยที่มีการระบุปัญหาที่จะต้องทำการแก้ไขไว้5ข้อใหญ่ๆคือ

1.AccessControl
2.Connectionintegrity
3.Authenticationofdataorigin
4.Protectionagainstreplays
5. Traffic flow confidentiality

2.หลักการทำงาน
หลักการของ IPSec คือ การเพิ่ม IPSec Header เข้าไปใน Packet ของ TCP/IP โดยปกติแล้ว แพ็กเกจหนึ่งๆ จะประกอบด้วย IP Header , IP payload และเมื่อใช้ IPSec ส่วนของ IPSec Header ก็จะถูกผนวกเข้าไปในแพ็กเกจ ถือว่าเป็นการป้องกันในระดับ Network Layer ประโยชน์ของ IPSec ได้มีการนำมาประยุกต์ได้หลายประการ การประยุกต์ดังกล่าวได้แก่ การตรวจสอบความมีตัวตนที่แท้จริง (Authenticate)
1) IPSec ในระดับฮาร์ดแวร์
ในระดับฮาร์ดแวร์ IPSec หมายถึงการ์ดที่ผนวกเอาโพรเซสเซอร์ในการประมวลผล IPSec เข้าไปด้วยตามมาตรฐานของ 802.3 การเข้ารหัสและการถอดรหัสนั้นทำได้สองกรณีคือ กรณีที่การ์ดนั้นมี IPSec Enable processor ก็จะทำหน้าที่เข้ารหัสและถอดรหัสได้เลย แต่ถ้าหากไม่มีก็ต้องอาศัยโพรเซสเซอร์หลักของระบบคอมพิวเตอร์ในการเข้าการ ถอดรหัส
2) IPSec กับระบบปฏิบัติการ
ปัจจุบันระบบปฏิบัติการที่ทำงานกับเทคโนโลยี IPSec ได้นั้น มีเพียงวินโดวส์ 2000 เท่านั้นซึ่งไมโครซอฟต์ได้ประกาศตั้งแต่เริ่มต้นว่า ต้องการให้วินโดวส์ 2000 เป็นระบบปฏิบัติการที่ "ต่อเชื่อมทุกที่เพื่อเป็นการเสริมพลังในการทำงาน" และ IPSec ก็เป็นกุญแจหลักอันหนึ่งที่ทำให้ไมโครซอฟต์สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าระบบ ปฏิบัติการของตัวเองนั้น มีความปลอดภัยในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ต
โดยทั่วไป IPSec มีการเข้ารหัสสองแบบด้วยกันคือ แบบ tunnel และ transport ในรูปแบบ Tunnel จะทำการเข้ารหัสทั้งหัวของข้อความ (header) และข้อมูลในแต่ละแพ็คเก็ต (payload of each packet) ในขณะที่ตัว transport จะเข้ารหัสเฉพาะตัวข้อมูลเท่านั้น
- Transport mode คือ จะมีการเข้ารหัสเฉพาะส่วนของข้อมูล แต่ส่วนของง Header จะยังไม่มีการเข้ารหัส ซึ่งใน Mode นี้โดยส่วนมากจะนำไปทำงานร่วมกับโปรโตคอลอื่นๆ เช่น ร่วมกับโปรโตคอล L2TP


รูปที่1-1แสดง ภาพTransport mode(http://4842072017.multiply.com )
-Tunnel mode จะเป็นการเข้ารัหสทั้งส่วนของข้อมูลและ Header ซึ่งทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยสูงขึ้น


รูปที่1-2แสดง ภาพ Tunnel mode(http://4842072017.multiply.com )

การรักษาความถูกต้องของข้อมูลของ IP ดาตาแกรม (IP Datagram) ในชุดโพรโตคอล IPsec ใช้ Hash Message Authentication Codes หรือ HMAC ด้วยฟังก์ชันแฮชเช่น MD5 หรือ SHA-1 ทุกครั้งที่มีการส่งแพ็กเก็ตจะมีการสร้าง HMAC และใช้การเข้ารหัสไปด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ปลายทางสามารถตรวจสอบได้ตามหลักการลายเซ็นดิจิตอลว่าต้นทางเป็นผู้ ส่งแพ็กเก็ตนั้นมาจริง
ส่วนการรักษาความลับของข้อมูลนั้น จะใช้การเข้ารหัส IP ดาตาแกรมด้วยวิธีการเข้ารหัสด้วยกุญแจสมมาตร ด้วยวิธีการมาตรฐานที่เป็นรู้จักกันดีเช่น 3DES AES หรือ Blowfish เป็นต้น

tunnel_transport
รูปที่1-3ภาพแสดงรูปแบบการใช้งาน IPsec(http://kachub.com )

3.สถาปัตยกรรมของIP sec
IPsecจะใช้โปรโตคอล2ชุดที่ให้บริการควบคุมและรักษาความปลอดภัยขณะที่มีการ สื่อสารกันของคู่สนทนาทั้งสองบนเครือข่ายคือ Authentication Header (AH) และ Encapsulated Security Payload (ESP) เพื่อรองรับการพิสูจน์ตัวตน(Authentication) การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity) และการรักษาความลับ (Confidentiality) ในระดับชั้นของ IP Network Layer และโปรโตคอลที่สูงกว่านี้
3.1 AH หรือ Authentication Header
ทำหน้าที่รักษาความถูกต้องของ IP ดาตาแกรม โดยการคำนวณ HMAC กับทุก IP ดาตาแกรมและให้บริการตรวจสอบความถูกต้องบนการเชื่อมต่อแบบ Connectionless โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของที่มาของข้อมูล รวมทั้งการป้องกันการทำซ้ำของข้อมูลจากบุคคลที่สามได้ สามารถจะรับรองได้ว่าข้อมูลที่ส่งจะไม่มีการแก้ไขระหว่างทาง

Authentication Header

รูปที่1-4ภาพแสดงรูปแบบ Authentication Header(http://kachub.com )

เฮดเดอร์ของ AH มีขนาด 24 ไบต์ อธิบายได้ดังนี้
- Next Header ใช้เพื่อบอกให้ทราบว่ากำลังใช้รูปแบบใดในการใช้งาน IPsec ระหว่าง Tunnel mode ค่าจะเป็น 4 ส่วน Transport mode ค่าจะเป็น 6
- Payload length บอกความยาวของข้อมูลที่ต่อท้ายเฮดเดอร์ ตามด้วย Reserved จำนวน 2 ไบต์
- Security Parameter Index (SPI) กำหนด Security Association สำหรับใช้ในการถอดรหัสแพ็กเก็ตเมื่อถึงปลายทาง
- Sequence Number ขนาด 32 บิตใช้บอกลำดับของแพ็กเก็ต
- Hash Message Authentication Code (HMAC) เป็นค่าที่เกิดจากฟังก์ชันแฮชเช่น MD5 หรือ SHA-1 เป็นต้น
3.2 ESP หรือ Encapsulated Security Payload
ใช้สำหรับรักษาความถูกต้องของแพ็กเก็ตโดยใช้ HMAC และการเข้ารหัสร่วมด้วยและให้บริการการเข้ารหัสลับของข้อมูลข่าวสารรวมทั้ง การจำกัดปริมาณการไหลของการสื่อสารทั้งนี้เพื่อป้องกันแฮคเกอร์ที่อาจใช้ วิธีการที่เรียกว่า TCP Guessing หรือ TCP SYN Flood เข้ามาโจมตีคู่สนทนาได้
Encapsulated Security Payload
รูปที่1-5ภาพแสดง Encapsulated Security Payload(http://kachub.com/ )

- Security Parameter Index (SPI) กำหนด Security Association (SA) ระบุ ESP ที่สอดคล้องกัน
- Sequence Number ระบุลำดับของแพ็กเก็ต
- Initialization Vector (IV) ใช้ในกระบวนการเข้ารหัสข้อมูล ป้องกันไม่ให้สองแพ็กเก็ตมีการเข้ารหัสที่ซ้ำกันเกิดขึ้น
- Data คือข้อมูลที่เข้ารหัส
- Padding เป็นการเติม Data เพื่อให้ครบจำนวนไบต์ที่เข้ารหัสได้
- Padding Length บอกความยาวของ Padding ที่เพิ่ม
- Next Header กำหนดเฮดเดอร์ถัดไป
- HMAC ค่าที่เกิดจากฟังก์ชันแฮชขนาด 96 บิต
3.3 ปัญหาของ IPsec
ปัญหาหนึ่งของIPsecคือการส่งกุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัสไปกับแพ็กเก็ตซึ่งจัด ว่าไม่ปลอดภัย นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนกุญแจนำไปสู่ปัญหาของการดูแลระบบที่ใช้ IPsec เพราะทั้งระบบต้องสนับสนุนการใช้งานโพรโตคอล IPsec เดียวกัน จะทำอย่างไรให้สามารถส่งกุญแจในการเข้ารหัสไปกับแพ็กเก็ตถ้าไม่มีการเข้า รหัสแพ็กเก็ตแต่อย่างใด เพื่อแก้ปัญหาจึงได้พัฒนาโพรโตคอลในการแลกเปลี่ยนกุญแจหรือ Internet Key Exchange Protocol (IKE) IKE จะทำการพิสูจน์ตัวตนของปลายทางก่อนการสื่อสารในขั้นตอนถัดมาจึงสามารถแลก เปลี่ยนและตกลงSecurityAssociation และกุญแจในการเข้ารหัสได้ด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนกุญแจตามวิธีการแลกเปลี่ยน กุญแจด้วยการใช้กุญแจสาธารณะเช่น Diffie-Hellmann เป็นต้น ซึ่งชุดโพรโตคอล IKE จะตรวจสอบกุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัสระหว่างการติดต่อสื่อสารเป็นระยะตลอดการ สื่อสารข้อมูลที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง
3.4 ประโยชน์ของ IPsec
- มีการนำ IPSec มาใช้ที่ Firewall หรือ Router จะทำให้มีระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ที่สามารถใช้ได้กับทุกการสื่อสาร
- เมื่อมีการใช้ IPSec กับ Firewall ทุกการสื่อสารจะไม่สามารถข้าม IPSec ได้ การติดต่อระหว่างภายในและภายนอกก็จะต้องทำโดยผ่าน IPSec เท่านั้น
- เนื่องจาก IPSec ทำงานอยู่ใต้ TCP และ UDP ดังนั้นแอปพลิเคชันที่ทำงานบน TCP และ UDP จึงต้องทำงานผ่าน IPSec ไปด้วย
- การทำงานของ IPSec ไม่กระทบกับผู้ใช้ โดยผู้ใช้จะไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ IPSec เลย ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอนผู้ใช้
-IPSec สามารถจะสร้างความปลอดภัยในระดับผู้ใช้ได้ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้สามารถจะระบุถึงผู้ใช้แต่ละคนที่เข้ามาใช้งานจากระยะ ไกลได้

3.5 ข้อดี-ข้อเสีย ของ IPsec
ข้อดี IP sec

1.เป็นระบบรักษาความปลอดภัย
2.สามารถป้องกันผู้บุกรุกมาเอาข้อมูลความลับขององค์กร หรือข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ให้มองเห็นว่าใครกำลังส่งแพ็กเก็ตไปยังผู้ใด จำนวนมากน้อยเพียงใด
3.สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้อย่างแม่นยำ
4.ช่วยลดแพ็กเก็ตที่จะต้องส่งออกไปได้
5.ใช้ได้กับทุกเครือข่ายเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบนั้น

ข้อเสีย
1.เวลาที่จะส่งกุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัสไปกับแพ็กเก็ตและการแลกเปลี่ยน กุญแจนำไปสู่ปัญหา ของการดูแลระบบที่ใช้ IP sec ซึ่งจัดว่าไม่ปลอดภัย
2.เมื่อเพิ่มIPheader พิเศษให้แก่ข้อมูลทำให้แพ็กเก็ตข้อมูลมีขนาดใหญ่มากขึ้นในทางกลับกัน Transport Mode จะไม่ส่งผลให้ขนาดของแพ็กเก็ตใหญ่ขึ้นเลย
3.อัลกอริทึมแบบคีย์สาธารณะทำงานได้อีกมาก เนื่องจาก IP sec ทำการเข้ารหัสด้วยการใช้คีย์สมมาตร
4.มีการติดตั้งได้ยาก เพราะมีการเข้ารหัสหลายกระบวนการ
5.การติดตั้งมีราคาค่อนข้างแพงในปัจจุบัน

3.6 การนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงสร้างสรรค์
IP sec เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีประโยชน์ในการป้องกันระบบความปลอดภัยของข้อมูล เป็นความรับของข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลขององค์กร หรือข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจุบันระบบอินเตอร์เน็ต ในยุคนี้ถือว่าได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย มีการสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น และไม่มีพรมแดนใดกั้นขวางในการสื่อสารได้ จึงส่งผลให้ถือแลเชื่อมั่นได้ว่า การสื่อสารที่ไร้พรมแดนสามารถทำให้โลกแบนระนาบได้ เพราะมีการสื่อสารอย่างกว้างไกลและทั่วถึง กลุ่มที่ 39 จึงเล็งเห็นประโยชน์และการนำไปประยุกต์ใช้เชิงสร้างสรรค์ตามความคิดของกลุ่ม ได้ ดังนี้
1. IP sec อัศจรรย์ป้องกันผู้บุกรุก วิธีการ คือ จะใช้ IP sec ที่เรียกว่าระบบรักษาความปลอดภัยนี้ใส่ลงไปบนเครือข่ายของระบบคอมพิวเตอร์ ทุกระบบ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ บนอากาศ และชั้นใต้ดิน ก็สามารถจะใช้ระบบรักษาความปลอดภัยได้ เช่น เมื่อเราติดตั้งระบบนี้ในคอมพิวเตอร์ของเรา ถ้าหากมีบุคคลใดที่คิดไม่ดี หรือจะมาทำความเสียหายให้แก่ระบบข้อมูลของเรา หน้าจอก็จะแสดงแถบคลื่นความถี่ให้เห็นพร้อมกับลำเลียงเป็นจังหวะบอกเรา ว่าตอนนี้มีอันตรายและทำให้สามารถบอกจุดที่ตั้งที่ผู้ร้ายกระทำการและทำให้ จับได้ทันท่วงที โดยใช้การติดต่อแบบอินเตอร์เน็ตไร้สาย แค่เรากดปุ่ม ENTER เราก็จะเห็นการกระทำของคนร้ายเป็นวิดีโอเหมือนกล้องวงจรปิดผ่านทางหน้าจอ คอมพิวเตอร์ และสามารถระบุสถานที่ทำการอย่างละเอียดโดยคนร้ายไม่รู้
หรือถ้าคนร้ายปฏิบัติอย่างคาดไม่ถึง ไม่สามารถบอกสถานที่ผ่านทางหน้าจอได้ก็สามารถดักฟังทางโทรศัพท์ได้ คลื่นความถี่นี้จะขึ้นให้ได้ยิน เพียงเรากดปุ่มPOWER จะสามารถดักฟังคนร้ายได้ เป็นต้น
2. IP sec กับการป้องกันภัยทางซิมในมือถือ ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือได้ ผลิตออกมาหลายรุ่นและหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความทันสมัยอย่าง
หนึ่ง นับวันยิ่งจะมีขนาดเล็กและมีราคาที่แพงในขณะกำลังมีความนิยมอาจจะเป็นหมื่น หรือหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว จึงเป็นที่ล่อตาล่อใจของคนร้าย นับวันเป็นต้นอาชญากรรมยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเพราะสังคมไทยยังมีคนจนอยู่ มากที่ต้องการความสะดวกสบายเหมือนคนที่ฐานะดีกว่า จึงทำให้เกิดการวิ่งราว จี้ ปล้นเอามา บางครั้งถึงกับฆ่าชิงทรัพย์ และการป้องกันภัยทางซิมมือถือนี้ ยังสามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายได้ โดยในซิมจะมีคลื่นตรวจจับความถี่ที่สามารถจดจำรูปร่าง หน้าตา และระบุแหล่งที่ตั้งของคนร้ายติดตามไปกับโทรศัพท์ที่โดนขโมย หรือ
ถ้าคนร้ายถอดซิมออกก่อนหลบหนี คลื่นแม่เหล็กในซิมจะสแกนลายนิ้วมือของผู้ร้ายขณะกำลังจับซิม ไม่ว่าคนร้ายจะใส่ถุงมือจับก็สามารถสแกนได้ พอสแกนจะบอกตำแหน่งที่คนร้ายกบดานผ่านทางความถี่แรงสูง หรือถ้าผู้อื่นจะมาใช้โทรศัพท์องเราจะมี
การล็อคการใช้งานถึง 2 ชั้น โดยเจ้าของเครื่องกำหนดขึ้นเอง 1 รหัส และในเครื่องจะให้
อีก 1 รหัส ซึ่งเจ้าของเครื่องรู้ได้เพียงผู้เดียว ซึ่งข้อมูลจะขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
3.IP sec กับการตรวจจับป้องกันการคอรัปชั่นของนักการเมือง จะมีการรักษาความปลอดภัยของระบบโดยที่ตรวจจับความผิดจะติดตั้งมากับอุปกรณ์ ทุกชนิดในสถานที่รัฐบาล เช่น ติดตั้งตามโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของที่มีอยู่ในองค์กร สถานที่ต่างๆ ทุกจุด เพื่อเชื่อมเข้ากับคลื่นความถี่ตรวจจับการผิดปกติ หรือการคอรัปชั่นได้ทุกรูปแบบ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยของ IP sec ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
4.IP sec กับการป้องกันความผิดปกติในเด็กทารกโดยดูจากการร้องไห้
โดยในเด็กแรกเกิดมักจะเป็นโรคการร้องไห้บ่อยกว่าปกติในช่วง 3 เดือนแรก เราก็จะมีระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะเป็นชิปเล็กๆ ติดไว้บนลำตัวของเด็ก 1 ตัว ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ และชิปนี้จะส่งสัญญาณความถี่ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยส่งรังสีเอ็กซ์ตรวจ จับความผิดปกติในเด็กและระบุโรคออกมาเป็นข้อๆอย่างแม่นยำ ผ่านหน้าจอโดยระบบรักษาความปลอดภัย
IP sec เป็นต้น
5. IP sec กับการป้องกันการทุจริตในห้องสอบ นำอุปกรณ์ที่จะส่งผ่านคลื่นตรวจจับความถี่บนโต๊ะและเก้าอี้ทุกตัวในห้องสอบ ซึ่งสามารถเห็นพฤติกรรมของผู้สอบได้รอบตัว ถ้ามีการทุจริตไม่ว่าจะทำโดยวิธีใด สัญญาณจะตรวจจับและส่งผลเข้าไปในหน้าจอคอมพิวเตอร์ และบอกระบุ ห้อง โต๊ะ สถานที่ตั้งอย่างชัดเจน ซึ่งมีความแม่นยำสูง เป็นต้น

3.7 การสื่อสารอย่างปลอดภัยด้วย IPsec
-การกระจาย IPsec
ทุกเวอร์ชั่นของ Windows ตั้งแต่ Windows 2000 รองรับ IPSec บนพื้นฐาน IETF ซึ่ง IPSec ทำงานบน IPSec policies ซึ่งมีการติดต่ออย่างปลอดภัย

ส่วนประกอบ IPSec
มีดังนี้
- IPSec Policy Agent เป็นเครื่องที่อ่านข้อมูลจาก IPSec Policy
- Internet Key Exchange (IKE) เป็นการสร้าง diffie-Hellman key ที่สร้าง Security Association (SA) ซึ่ง IKE จะส่งสองสถานะคือ เฟสหนึ่ง SA จะเจรจาติดต่อกันด้วย Encryption algorithm, Hashing algorithm และ authentication method และเฟสสอง SAs หนึ่งในทิทางที่ติดต่อ และมีการแลกเปลี่ยนคีย์
- IPSec driver เป็นค่าที่เตรีมเพื่อส่งข้อมูล IPSec packets เพิ่ม AH และ ESP header
การวางแผนการกระจาย IPSecเราต้องทราบถึงความแตกต่างระหว่าง AH กับ ESP header ซึ่งการใช้ทั้งสองจะเป็นการเพิ่มการจราจรในเครือข่าย และใช้แรงเครื่องมากขึ้น ซึ่งการติดต่อธรรมดาอาจจะไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะใช้ ดังนั้นเราต้องมีความเข้าใจในเรื่องความปลอดภัยก่อนที่รองรับ และทดสอบ IPSec และการวางระบบกับการเข้ากันได้ของระบบ
-การทำงานกับ IPSec Policies IP Security Policies snap-in จะเป็นเครื่องมือในการจัดการโดยกำหนดใน GPO Editor ซึ่งถ้ากำหนดในเครื่องทั่วไปใช้ Local Security Policy การกำหนดชนิดต่างๆที่ใช้เราสามารถที่ใช้โครงสร้าง AD กับ GPO ที่กำหนดได้รวมถึงการถ่ายทอดมรดกตามความสามารถ GPO ใน ADการใช้ Default IPSec Policiesใน Windows Server 2003 มีค่าที่กำหนดไว้ 3 รายการคือ
- Client (Respond Only) เป็นการกำหนดให้เริ่มติดต่อด้วย IPSec และตอบกลับกับเครื่องที่ ขอด้วยความปลอดภัย
- Secure Server (Require Security) เป็นการกำหนดต้องการความปลอดภัยในการติดต่อตลอดในการสื่อสาร ถ้ามีใครที่ไม่รองรับ IPSec ก็จะไม่ติดต่อ
- Server (Request Security) เป็นการกำหนดให้ร้องขอกับการสื่อสารเครื่องอื่น ถ้ามีเครื่องที่รองรับ IPsec ก็จะติดต่อ ถ้าไม่รองรับก็จะติดต่อแบบไม่ปลอดภัยเราสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับความ ต้องการได้เช่น ข้อมูลที่อ่อนไหวใช้ Secure ServerRequest Security ไม่รองรับความปลอดภัยสูงสุดเราสามารถแก้ไข IPSec Policies ได้ซึ่งค่าที่แก้ไขมี 3 รายการคือ
- Rules กำหนดการกรอง IP และการกรองกิจกรรม ซึ่งสามารถกำหนดได้หลายกฎ
- IP filter lists เป็นการเก็บค่าการจราจรของระบบที่ป้องภัยกับ IPsec บน IP addresses, protocols, หรือ Port numbers
- Filter action เป็นการกำหนดกิจกรรมการกรอง ซึ่งเราจะให้ข้อมูลที่ติดต่อถูกต้องในการเลือกการเข้ารหัสการกำหนดใช้ IPSecurity Policies snap-in และใช้ wizard ในการสร้าง Rules, filter lists, และ Filter actions
3.8 การแก้ปัญหาความปลอดภัยการขนส่งข้อมูล
เมื่อการสื่อสารมีปัญหาเราต้องทราบสาเหตุในการกำหนดค่าที่ไม่เหมาะสม ในส่วน ประกอบ ของ IPSec บนเครื่องทั้งสอง และกำหนดตรวจสอบค่าติดตั้งบนเครื่อง และความเข้ากันได้ ซึ่งใช้ IPSec Security Monitor snap-in และ Resultant Set of Policy (RSoP) snap-ins
การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกันเราพบว่าปัญหาใน IPSec คือความเข้ากันได้ของ IPSec policies หรือค่าติดตั้ง Policy เราสร้าง IPSec policies เราสามารถที่จะติดต่อสื่อสาร และกำหนดกิจกรรมในเครื่องทั้งสองให้ตรงกัน โดยมีการเข้ารหัส และอัลกอริทึมที่เหมาะสม ตรงกันการพิจารณาค่าที่ไม่ตรงกันในการสื่อสารที่มีปัญหา เราจะใช้ Security log ใน Event viewer ในการดู IKE negotiation ที่มีปัญหา เครื่องมือที่ใช้อื่นๆในการตรวจสอบมีการใช้ IP Security Monitor snap-inเป็นการดูสิ่งที่เกิดขึ้นจะแสดงเป็นรายการซึ่งดูค่าที่ GPO กำหนด และค่าในการติดต่อว่าตรงกันหรือไม่ ภายในจะมีรายละเอียดของนโยบายที่กำลังใช้ ซึ่งเราอาจจะพบว่าหมดอายุ เราสามารถรอเวลาตรวจสอบค่าข้อมูลในระบบที่กำหนด Group Policy หรือรีบูตเพื่อบังคับอัพเดตจาก domain controllerการใช้ Resultant Set of Policy snap-inเป็นเครื่องมือที่ใช้เฝ้าดู IP Security เพื่อดูผลที่กำหนดในค่า Group Policy รวมถึง IPSec Policies ซึ่งค่าที่กำหนดจะแสดงเหมือน Group Policy Object Editor consoleค่าที่กำหนดเข้าไปใน Windows Settings > Security Settings ซึ่งมีรายการที่กำหนด ค่าที่แสดงอ่านได้อย่างเดียวการตรวจสอบการจราจร IPScเราสามารถที่ตรวจสอบด้วย Network Monitor ซึ่งดูฟิลด์ IKE, AH, ESP ตรวจสอบค่าโครงสร้าง IPSec packet เมื่อใช้ ESP สามารถที่กำหนด และดูการเข้ารหัสจาก IP Security Policies snap-in ซึ่งเลือก None สำหรับ Encryption algorithm settings กำหนดเป็น Custom ซึ่งเราสามารถที่กำหนด Edit แก้ไขค่าที่ต้องการใน Custom Security Method Settings ได้

4. สรุปแน้วโน้มในอนาคต
ปัจจุบันระบบปฏิบัติการทุกระบบสามารถทำงานกับเทคโนโลยี IPSec ได้ โดยที่ใช้ได้ตั้งแต่วินโดวส์ 2000เป็นต้นไป ซึ่งไมโครซอฟต์ได้ประกาศตั้งแต่เริ่มต้นว่า ต้องการให้วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ เป็นระบบปฏิบัติการที่ "ต่อเชื่อมทุกที่เพื่อเป็นการเสริมพลังในการทำงาน" และ IPSec ก็เป็นกุญแจหลักอันหนึ่งที่ทำให้ไมโครซอฟต์สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าระบบ ปฏิบัติการของตัวเองนั้นมีความปลอดภัยในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำ ธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตนอกจากระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟต์แล้ว IPSec ยังใช้ได้กับ solaris ,linux ,bsdและ MACos ดังนั้น IPSec จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าจะได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนามากขึ้นต่อไป

Ipv6

Ipv6

1. บทนำ

IPv6 (Internet Protocol version 6) เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ Internet Protocol และได้รวมผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุน IP มาเป็นส่วนหนึ่งด้วย รวมถึงระบบปฏิบัติการหลัก IPv6 ได้รับการเรียกว่า "IPng" (IP Next Generation) โดยปกติ IPv6 เป็นกลุ่มของข้อกำหนดจาก Internet Engineering Task Force (IETF) โดย IPv6 ได้รับการออกแบบให้ปฏิรูปกลุ่มของการปรับปรุง IP เวอร์ชัน 4 โดย host ของเครือข่ายและ node แบบ intermediate ซึ่ง IPv4 หรือ IPv6 สามารถดูแลแพ็คเกตของ IP เวอร์ชันอื่น ผู้ใช้และผู้ให้บริการสามารถปรับรุ่นเป็นIPv6 โดยอิสระการปรับปรุงที่ชัดเจนของ IPv6 คือความยาวของ IP address เปลี่ยนจาก 32 เป็น 128 การขยายดังกล่าวเพื่อรองรับการขยายของอินเตอร์เน็ต และเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนของตำแหน่งเครือข่าย

1.1 ลักษณะทั่วไปของ IPv6

1. ขยายขนาดของ Address Space จากเดิม 32 บิท ไปเป็น 128 บิท ดัง ฟอร์แมทดังด้านล่างนี้

203.148.145.241 - IPv4

1080:0:0:0:8:800:200C:417A – IPv6

2. มีความสามารถมากขึ้นในการ Routing, Security, Quality of Services (QoS) ภายใน IP Header

3. รองรับการ Authentication

4. สนับสนุน Real Time Services

5. สนับสนุนการ Assign หมายเลข IP Address โดยอัตโนมัติ ในขณะที่ IPv4 ต้องพึ่งโปรโตคอลอื่นๆ เช่น DHCP เป็นต้น

6. ปรับปรุงความสามารถในการติดต่อในรูปแบบของ มัลติคาสท์ (Multicast)

1.2 IPv6 Header

ภายใน IPv6 Header นั้น จะสามารถแสดงรายละเอียดได้ดังนี้

รูปที่ 1-1 แสดง IPv6 Header Packet( http://www.vcharkarn.com )

5859

รูปที่1-2 แสดงการเปรียบเทียบ header ระหว่าง IPv4 และ IPv6 ( http://www.vcharkarn.com )

จากรูป IPv6 จะมีขนาด Header Packet คงที่ คือ 40 Bytes ในขณะที่ IPv4 นั้นมีขนาดตั้งแต่ 20 – 60 Bytes ซึ่ง รายละเอียดในจุดต่างๆ ของ Header ภายใน IPv6 ก็จะสามารถแสดงได้ดังนี้

1.3 Extended Headers

เป็นตำแหน่งของโปรโตคอลที่ อาจถูกใช้แค่ในการประมวลผลของเราเตอร์ ต้นทาง หรือ ปลายทางเท่านั้น ดังนั้น เราจะไม่ใส่ Field เหล่านี้ไว้ใน Header ปกติ เนื่องจาก ต้องการที่จะลดการประมวลผลภายในตัวเราเตอร์ ดังนั้นจึงมีการขยายส่วนของ Header เหล่านี้ไปอยู่ใน “Extended Headers” ซึ่งใน 1 Packet เราสามารถใช้ Extended Header ได้มากกว่า 1 Header ดังนั้น เราจึงขอ service จาก IPv6 ได้มากกว่า 1 อย่าง IPv6 specification ล่าสุดกำหนดให้มี Extended Header อยู่ 6 แบบ ทุกแบบจะขึ้นต้นด้วย Field "Next Header" เสมอ เพื่อระบุว่า Extended Header อันถัดเป็นชนิดไหน

รายละเอียดพอสังเขปของ Extended Header ( ที่สำคัญ )

1. Hop-by-Hop: เป็น option ที่ระบุให้ทุก router ที่อยู่ในเส้นทางระหว่างต้น/ปลายทางจะต้องทำตาม เช่น Jumbogram options เพื่อให้ IPv6 packet มีขนาดใหญ่กว่า 65535 Bytes ได้ ขนาดของ Jumbogram สูงสุดคือ 2^32 Bytes

2. Routing: ใช้สำหรับทำ source routing คือต้นทางสามารถระบุเส้นทางที่ packet ต้องผ่านได้ โดย list เป็น router ที่ต้องส่ง packet ผ่านไปจนถึงปลายทาง Source routing ของ IPv6 สามารถระบุแต่ละ router ใน list ได้เลยว่าเป็น strict source routing หรือ loose source routing ( หมายความว่าเราระบุ ทั้ง strict และ loose source routing ผสมกันได้) ซึ่งยืดหยุ่นมากกว่า source routing ของ IPv4 ที่จะบังคับว่า router ใน list ต้องเป็น strict หรือไม่ก็เป็น loose source routing ทั้งหมด

3. Fragment: ใช้สำหรับทำ fragmentation เหมือนของ IPv4 แต่ที่ต่างกันก็คือ IPv6 จะมี function สำหรับหา path MTU ไว้อยู่แล้วเพื่อจะได้รู้ว่าขนาด Maximum Transfer Unit ที่เหมาะสมของ path นั้นๆ มีค่าเป็นเท่าไหร่ ดังนั้นการทำ fragmentation จึงทำที่ source เท่านั้น ( IPv4 จะทำ fragmentation ทั้งที่ source และ router)

4. Authentication: ใช้สำหรับทำ authentication รายละเอียดจะอยู่ในเรื่อง IP Security (IPSEC)

5. Encapsulated Security Payload: ใช้สำหรับทำ encryption และ cryptography อื่นๆ รายละเอียดจะอยู่ใน IP Security

รายละเอียดทั้งหมดของ Extended Headers

1. IPv6 header

2. Hop-by-Hop Options header

3. Destination Options header

4. Routing header

5. Fragment header

6. Authentication header

7. Encapsulating Security Payload header

8. Destination Options header

9. upper-layer header (e.g., TCP, UDP)

2. การทำงานร่วมกันระหว่างอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 6 และรุ่นที่ 4

ในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6 เข้ากับเครือข่าย IPv4 หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็น3 ประเภทด้วยกันคือ
1. การทำ dual stack เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด ทำงานโดยใช้ IP stack สองอันคือ IPv4 stack และ IPv6 stack ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv4 stack เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 stack การทำ dual stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่ใช่ long term solution เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้IPv4address ที่โฮสต์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้dualstack นั้น
2. การทำ tunneling เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การส่งข้อมูลทำได้โดยการ encapsulate IPv6 packet ภายใน IPv4 packet ที่ tunneling gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง ก่อนเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 ก็จะต้องผ่าน tunneling gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ decapsulate IPv6 packet และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าการทำ tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่ายIPv6 และเครื่องในเครือข่ายIPv4
3. การทำ translation การทำ translation จะช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 เทคนิคการทำ translation มีสองแบบ แบบแรกคือการแปลที่ end host โดยเพิ่ม translator function เข้าไปใน protocol stack โดยอาจอยู่ที่ network layer,TCP layer, หรือ socket layer ก็ได้ แบบที่สองคือการแปลที่ network device โดยจะต้องใช้ gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4 และ IPv4-IPv6 translator อยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4

3076 รูปที่1-3 แสดงการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ IPv6-over-IPv4 Tunnel

( http://www.vcharkarn.com )

3078

รูปที่1-4 แสดงการปรับเปลี่ยนระบบจาก IPv4 ไปสู่ IPv6 ( http://www.vcharkarn.com )

2.1 ตำแหน่งที่ยังคงมีอยู่ภายใน IPv6 เมื่อเทียบกับ IPv4

  • Version ยังคงต้องมีเหมือนเดิม เพื่อใช้บอกว่า packet นี้เป็น IP version ใด ซึ่งกรณีของ IPv6 ค่าของ version ก็จะเป็น 6
  • Header length ถูกตัดออกไป เพราะขนาดของมันจะเป็น 40 Bytes เสมอ การกำหนดให้เป็น fixed length header ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของการประมวลผล packet ดีขึ้น
  • Total Length แทนที่ด้วย Payload length เพื่อระบุขนาดของ payload ในหน่วย octet (byte) ดังนั้นขนาดของ payload สูงสุดจะเป็น 65535 Bytes
  • Identification, Flag, Segmentation, Protocol, Options, และ Padding ถูกย้ายไปอยู่ในส่วนของ extended header เพราะถือว่าเป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้อง process ในทุก router
  • Hop Limit ถูกใช้แทน Time-To-Live ของ IPv4 ... ตาม IPv4 specification TTL จะเก็บเป็นเวลาจริงๆ หน่วยเป็นวินาที โดยระบุว่าแต่ละ router ต้องลด TTL ลงอย่างน้อย 1 วินาที แม้ว่าจะใช้เวลาประมวลผล packet น้อยกว่านั้นก็ตาม
  • Next Header ซึ่งใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็น header ประเภทไหน

2.2 ตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาของ IPv6 เมื่อเทียบกับ IPv4

  • Type of Service ของ IPv4 ถูกแทนที่ด้วย Traffic Class ซึ่งใช้ระบุว่า packet นี้อยู่ใน class ไหนและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่ เพื่อที่ router จะได้จัด QoS DiffServ ในการส่ง packet ให้เหมาะสม
  • Flow label ใช้ระบุ end-to-end traffic flow ระหว่างต้นทางกับปลายทาง ใน application หนึ่งๆสามารถสร้าง flow ได้หลายๆ อัน อย่างเช่น video conference เราสามารถแยก flow ของภาพและเสียงออกจากกันได้ แม้ว่าจะเปิด socket ในการทำงานเพียง socket เดียว

2.3 ตำแหน่งที่ถูกตัดออกภายใน IPv6

  • Header Checksum ถูกตัดออกเพราะว่ามันซ้ำซ้อนกับ function ของ protocol บน layer ที่อยู่สูงกว่า IP อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการประมวลผล packet ด้วย เพราะ checksum ต้องคำนวณใหม่ที่ router เสมอ หากตัดออกก็จะลดภาระงานที่ router ได้

2.4 ข้อดี-ข้อเสีย

ข้อดี

  • มีหมายเลข IP Address มากกว่าเดิมมาก ทำให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้
  • เครือข่ายมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นการใช้งาน IP จริงทั้งหมด ต่างจากแต่ก่อนที่ไม่สามารถใช้งานได้ทุกเบอร์
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี
  • เครือข่ายมีการทำงานแบบ Real Time Processing จึงทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ลดภาระในการทำงานของผู้ดูแลระบบด้านการบริหารจัดการ เนื่องจากมีการปรับแต่งระบบอัตโนมัติ
  • มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ ( Mobile IP )

ข้อเสีย

  • การใช้ IPv6 แทน IPv4 เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและทำได้ยาก ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและถูกวิธี
  • ประเทศไทยยังมีการติดตั้งเครือข่าย IPv6 ไม่มากนัก จะเกิดขึ้นกับคนบางกลุ่มหรือกับผู้ให้บริการรายใหญ่ๆเท่านั้น
  • ในประเทศไทยประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงไม่ตื่นตัวหรือสนใจที่จะใช้ IPv6 ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต

2.5การเปรียบเทียบ IPv6 กับIPv4
Ipv6
- มีขนาด128bit
- มี packet header ที่เรียบง่ายกว่า มีขนาดคงที่ 40 byte, อนุญาติให้มี option ได้ แยกให้เป็นอิสระจากheader และ
ไม่จำเป็นต้องใช้fieldIHL เพื่อบอกขนาดของheader
- ยกเลิก field checksum ช่วยให้ ip มีสมรรถนะดียิ่งขึ้น เนื่องจากลดขั้นตอนการคำนวณค่า checksum ในแต่ละpackage
- ไม่อนุญาติให้มีการ fragment package ที่ router ระหว่างทาง IPv6 ยอมเฉพาะต้นทางเท่านั้น
- ปรับรูปแบบ field บอกขนาด packet ได้, IPv6 ใช้งาน field Payload Lenth ที่บอกเฉพาะขนาดของข้อมูลเท่านั้นทั้งนี้
เนื่องจากheader มีขนาดคงที่อยู่40byte
- ยกเลิก field TOS: ซึ่งใช้กลับมาประกอบการใช้บริการว่า ควรส่ง package ไปในเส้นทางใดที่เร็วกว่าซึ่งในทางปฏิบัติไม่ค่อย
ได้ใช้field นี้
- เพิ่มfield2fields คือ
1.TrafficClass ทีสนับสนุนการทำงานแบบrealtimeservice
2.FlowControl ใช้กำหนดวิธีการดำเนินการเฉพาะให้กับลักาณะงานที่ต้องการ
IPv4
- มีขนาด32bit
- มีfieldoption ทำให้มีขนาดไม่แน่นอน
- มีfieldchecksum
- มีบริการFragmentPacket ทำให้เกิดช่องทางในการโจมตีเครือข่ายได้
- ใน IPv4 ใช้งาน field Total Lenth บอกขนาดรวมของ header และ ข้อมูลใน packet

3. IPv6 Addresses

IPv6 Address ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบมากขึ้นเพื่อลดปัญหาเรื่องของ Routing อย่างที่เคยเกิดกับ IPv4 นอกจากนี้ก็ยังแบ่ง Address ออกเป็นหลายประเภท เพื่อใช้ในลักษณะงานที่ต่างๆ กัน โดยหลักๆ แล้ว IPv6 address ถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ Unicast, Multicast, และ Anycast

1. Unicast address ใช้ในการ routing ตามปกติเหมือนใน IPv4 เป็น routing แบบ end-to-end จากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง

2. Multicast address ใช้ในการ routing แบบ multicasting (ถูกใช้ในกลุ่มของ Application ที่เป็น Multicast ด้วยกัน เช่น ใน Routing Protocol พวก RIPv2, OSPF) ใน Multicasting เครื่องแต่ละเครื่องจะถูกกำหนดให้อยู่ใน Group (1 Machine อาจจะอยู่ได้มากกว่า 1 Group) แต่ละ Group จะมี Multicast Address เป็นตัวกำหนด เครื่องที่มี Multicast Address เดียวกันก็จะหมายความว่าอยู่ใน Group เดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราส่งข้อมูลไปยัง Multicast Address เครื่องทุกเครื่องใน Group นั้นก็จะได้รับข้อมูลของเรา การทำ Multicasting ทำให้ลดความซ้ำซ้อนในการส่งข้อมูลไปหาเครื่องหลายๆ เครื่อง

3. Anycast Address จะคล้ายกับ Multicasting คือมีแบ่งเป็นกลุ่มที่เรียกว่า SET แต่ละ SET จะกำหนดโดยใช้ Anycast Address ที่ต่างก็คือเมื่อเราส่งข้อมูลไปยัง Anycast Address เครื่องใดเครื่องนึงใน SET นั้นจะเป็นได้รับข้อมูลของเรา ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นเครื่องที่อยู่ใกล้เราที่สุด

3.1 IPv6 Address Format

ใน IPv6 นั้นจะใช้เลขฐาน 16 (Hexadecimal) ในการกำหนดหมายเลข IP Address ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 0-9 และ A-F โดยแบ่งเป็นส่วนๆ ละ 16-bit ( เท่ากับเลขฐาน 16 จำนวน 4 หลัก) address หนึ่งจึงมีทั้งหมด 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มคั่นด้วยเครื่องหมาย Colon เช่น

FEDC:BA 98:7654:3210: FEDC:BA 98:7654:3210

IPv6 อนุญาตให้เขียน Address ย่อได้ตาม Format ดังต่อไปนี้

1. เลข 0 ที่นำหน้าตัวเลขในแต่ละกลุ่มถือว่าไม่มีนัยสำคัญก็สามารถตัดออกได้ เช่น

1080:0000:0000:0000:0008:0800:200 C: 417 A

จะสามารถเขียนได้เป็น

1080:0:0:0:8:800:200 C: 417 A

2. Address ที่มี 0 ติดกันเยอะๆ จะเขียนย่อเป็น "::" ได้ เช่น

FF 01:0:0:0:0:0:0:101

จะสามารถเขียนได้เป็น

FF 01::101

3.2 IPv6 Address Types

IPv6 นั้นจะมี รูปแบบของ IP Address อยู่ทั้งหมด 6 ประเภทหลักๆ ได้ดังต่อไปนี้

- Global Unicast Address

- Site-Local Unicast Address

- Link-Local Unicast Address

- IPv4 mapped IPv6 Address

- IPv4 compatible IPv6 Address

- Unspecified Address

Global Unicast Address

- จะคล้ายคลึงกันกับการแบ่ง IP ออกเป็น Class A-C ของ IPv4 ซึ่งจะถูกใช้เป็น Public IP และ มีจำนวนมากที่สุด ก็คือ 1/8 ของ หมายเลข IPv6 ทั้งหมด เราสามารถดูรูปแบบของ Global Unicast Address ได้ดังนี้

รูปที่1-5 แสดง Global Unicast Address Format ( http://www.vcharkarn.com )

Site-Local Unicast Address

- จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับ Private IP Address ของ IPv4 โดยที่ Router จะไม่ทำการ Forward IP Address นี้ไปยัง Internet โดยจะมี Prefix เป็น FEC0::/10

รูปที่1-6แสดง Site-Local Unicast Address Format ( http://www.vcharkarn.com )

Link-Local Unicast Address

- จะถูกใช้ในกรณี Stateless Auto-configuration Process และการค้นหา+รักษาสถานการณ์เชื่อมต่อของเพื่อนบ้าน (Neighbor Discovery Protocol) ต่างๆ โดยที่มี Prefix เป็น FE80::/10

รูปที่ 1-7แสดง Link-Local Unicast Address Format ( http://www.vcharkarn.com )

IPv4 Mapped IPv6 Address

- เป็นการ Encapsulated IP Address ของ IPv4 เข้าไปใน IPv6 ในตำแหน่ง bit ที่ 81-96 โดยที่รูปแบบของ Format คือ ::FFFF:A.B.C.D

IPv4-Compatible IPv6 Address

- เป็นการ Tunnel IPv6 Address ไปอยู่ใน IP Address ของ IPv4 โดยที่นำ IPv4 Address ไปใส่ในตำแหน่ง 4 Octets สุดท้าย ดัง Format ดังต่อไปนี้ ซึ่ง จะถูกใช้มากใน Dual Stack (เราเตอร์ที่ รันทั้ง IPv4 และ IPv6) ภายใน Network

0 :0:0:0:0:0:A.B.C.D หรือ ::A.B.C.D

Unspecified Address

- ถูกใช้เมื่อ Host นั้นๆ ไม่ได้มี IP Address อยู่ (เหมือนในกรณีของ IPv4 ) หรือ อาจเกิดจากเมื่อได้รับ IP ที่ซ้ำกัน หรือเกิดการผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่ง Format ของ Unspecified Address นี้คือ 0::0/128 หรือ ::/128

4 .บทสรุปของ IPv6

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ IPv4 ที่ใช้กันอยู่แพร่หลายในปัจจุบันมีแนวโน้มว่ากำลังจะถูกใช้หมดไปในเวลาอัน ใกล้นี้ ดังนั้น IPv6 จึงเป็นทางออกทางเดียว โดยได้มีการพัฒนาปรับปรุงตัว Protocol เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพคุณสมบัติต่างๆ ที่เหนือกว่า IPv4 อีกด้วย

ด้วยความไม่พอเพียงของ IPv4 ที่กำลังจะหมดไป และคุณสมบัติที่เหนือกว่าอย่างมากของ IPv6 ไม่ช้าก็เร็วทุกภาคทุกหน่วยงานจำเป็นต้องนำ IPv6 มาใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ และต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบโครงข่ายให้รองรับกับการใช้งาน IPv6 เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของผู้บริโภคในการใข้งานอิน เทอร์เน็ตและการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ดังนั้นผู้ให้บริการเหล่านี้ควรมีการศึกษาวางแผนเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในการนำ IPv 6 มาใช้ในอนาคต โดยผู้ให้บริการควรสำรวจอุปกรณ์เครือข่ายที่สามารถรองรับกับ IPv6 และวางแผนเตรียมพร้อมในการปรับปรุงโครงข่ายของตน ในส่วนของผู้พัฒนา product และแอปพลิเคชันก็สามารถที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ โดยศึกษาความต้องการของตลาด เพื่อคินค้นออกแบบพัฒนา product หรือแอปพลิเคชันที่รองรับกับ IPv 6 ซึ่งเหล่านี้ควรมีการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อถึงเวลาที่ IPv 4 หมดลงจริงๆ ผู้ที่พร้อมมากกว่าจะเป็นผู้ได้เปรียบ นอกจากนี้ความเร็วในการเข้ามาและการเตรียมความพร้อมที่ดีจะเป็นการเพิ่ม โอกาสทางการแข่งขันทางธุรกิจอีกด้วย

ได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆในด้านต่างๆเพื่อนำความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการศึกษาในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

โดยเนื้อหาภายในเล่มนี้ได้จากการรวบรวมเนื้อหามาจากหนังสือคู่มือและแหล่ง ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และได้นำมาเรียบเรียงขึ้นเป็นรายงานฉบับนี้ หากมีเนื้อหาส่วนใด ขาดตกบกพร่องหรือผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทำก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย