9/17/2560

แบบจำลองโอเอสไอ การแบ่งชั้นในแบบจำลองโอเอสไอ

แบบจำลองโอเอสไอ (อังกฤษ: Open Systems Interconnection model: OSI model) (ISO/IEC 7498-1) เป็นรูปแบบความคิดที่พรรณนาถึงคุณสมบัติพิเศษและมาตรฐานการทำงานภายในของระบบการสื่อสารโดยแบ่งเป็นชั้นนามธรรม และโพรโทคอลของระบบคอมพิวเตอร์ พัฒนาขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO)


แบบจำลองนี้จะทำการจับกลุ่มรูปแบบฟังก์ชันการสื่อสารที่คล้ายกันให้อยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่งในเจ็ดชั้นตรรกะ ชั้นใดๆจะให้บริการชั้นที่อยู่บนและตัวเองได้รับบริการจากชั้นที่อยู่ด้านล่าง ตัวอย่างเช่นชั้นที่ให้การสื่อสารที่ error-free ในเครือข่ายจะจัดหาเส้นทางที่จำเป็นสำหรับแอปพลิเคชันชั้นบน ในขณะที่มันเรียกชั้นต่ำลงไปให้ส่งและรับแพ็คเก็ตเพื่อสร้างเนื้อหาของเส้นทางนั้น งานสองอย่างในเวลาเดียวกันที่ชั้นหนึ่งๆจะถูกเชื่อมต่อในแนวนอนบนชั้นนั้นๆ ตามรูปผู้ส่งข้อมูลจะดำเนินงานเริ่มจากชั้นที่ 7 จนถึงชั้นที่ 1 ส่งออกไปข้างนอกผ่านตัวกลางไปที่ผู้รับ ผู้รับก็จะดำเนินการจากชั้นที่ 1 ขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 7 เพื่อให้ได้ข้อมูลอันนั้น

การแบ่งชั้นในแบบจำลองโอเอสไอ[แก้]

โมเดลนี้ได้ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 7 ชั้น ตามลำดับจากบนลงล่าง ได้แก่
  1. Application
  2. Presentation
  3. Session
  4. Transportation
  5. Network
  6. Data Link
  7. Physical
OSI Model
Data unitLayerFunction
Host
layers
Data7. ApplicationNetwork process to application
6. PresentationData representation, encryption and decryption, convert machine dependent data to machine independent data
5. SessionInterhost communication, managing sessions between applications
Segments4. TransportEnd-to-end connections, reliability and flow control
Media
layers
Packet/Datagram3. NetworkPath determination and logical addressing
Frame2. Data linkPhysical addressing
Bit1. PhysicalMedia, signal and binary transmission
เหตุผลที่โมเดลนี้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชั้นก็เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจว่าแต่ละชั้นนั้นมีความสำคัญอย่างไร และสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างชั้น ซึ่งโดยหลักๆแล้วแต่ละชั้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับชั้นที่อยู่ติดกันกับชั้นนั้นๆ

Application Layer[แก้]

ชั้นที่ 7 เป็นชั้นที่อยู่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุดโดยเป็นชั้นแอปพลิเคชันของ OSI มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงกับผู้ใช้ด้วยซอร์ฟแวร์แอปพลิเคชัน ฟังก์ชันของชั้นนี้จะรวมถึงการระบุคู่ค้าการสื่อสาร โดยพิจารณาตัวตนและความพร้อมของคู่ค้าสำหรับการประยุกต์ใช้กับข้อมูลที่จะส่ง เมื่อพิจาณาถึงความพร้อมของทรัพยากร, แอปพลิเคชันเลเยอร์จะต้องตัดสินใจว่ามีเครื่อข่ายเพียงพอหรือมีเครือข่ายที่ได้ร้องขอไปอยู่แล้วหรือไม่ ในการสื่อสารให้ตรงกัน, ทุกการสื่อสารระหว่างแอปพลิเคชันทั้งหมดต้องการความร่วมมือที่จะถูกบริหารจัดการโดยแอปพลิเคชันเลเยอร์นี้ ตัวอย่างบางส่วนของการใช้งานแอปพลิเคชันเลเยอร์ ได้แก่
บน OSI stack:
  • File Transfer and Access Management Protocol (FTAM)้
  • X.400 Mail
  • Common Management Information Protocol (CMIP)
บน TCP/IP stack:
  • Hypertext Transfer Protocol (HTTP),
  • File Transfer Protocol (FTP),
  • Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)
  • Simple Network Management Protocol (SNMP)

Presentation Layer[แก้]

ชั้นที่ 6 เป็นชั้นที่รับผิดชอบเรื่องรูปแบบของการแสดงผลเพื่อโปรแกรมต่างๆที่ใช้งานระบบเครือข่ายทำให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้เป็นประเภทใด เช่น [รูปภาพ, เอกสาร, ไฟล์วีดีโอ]
ชั้นของการนำเสนอจะจัดทำอรรถาธิบายระหว่าง entities ในชั้นแอปพลิเคชัน ในที่ซึ่ง entities ในเลเยอร์ที่สูงกว่าอาจใช้ไวยากรณ์และกฏเกณฑ์ในแอปพลิเคชันที่แตกต่างกัน ชั้นการนำเสนอจึงต้องจัดหาการ mapping ระหว่าง entities เหล่านั้น ถ้าการทำ mapping มีอยู่ ข้อมูลจะถูก encapsulate ให้อยู่ในรูปโพรโทคอลของเลเยอร์เซสชันแล้วส่งต่อลงไปในชั้นต่อไป
ชั้นการนำเสนอนี้เป็นอิสระจากการแสดงข้อมูล (เช่นการเข้ารหัส) โดยการแปลระหว่างรูปแบบของแอปพลิเคชันเลเยอร์และรูปแบบของเครือข่ายเลเยอร์ ชั้นการนำเสนอจะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่แอปพลิเคชันเลเยอร์ยอมรับ เลเยอร์นี้จะ format และเข้ารหัสข้อมูลที่จะส่งไปในเครือข่าย บางครั้งถูกเรียกว่าชั้นไวยากรณ์ (syntax layer)
โครงสร้างการนำเสนอเดิมใช้ syntax แบบ Basic Encoding Rules of Abstract Syntax Notation One(ASN.1) ด้วยความสามารถเช่นการแปลงไฟล์ข้อความแบบ EBCDIC ให้เป็นแฟ้มแบบ ASCII หรือการแปลงโครงสร้างแบบอนุกรมของวัตถุหรือโครงสร้างข้อมูลอื่น ๆ ให้เป็นแบบ XML หรือกลับกัน.

Session Layer[แก้]

ชั้นที่ 5 ทำหน้าที่ในการจัดการกับเซสชั่นของโปรแกรม ชั้นนี้เองที่ทำให้ในหนึ่งโปรแกรมยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมค้นดูเว็บ (Web browser) สามารถทำงานติดต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆกันหลายหน้าต่าง
เลเยอร์เซสชั่นจะควบคุมการหารือ (การเชื่อมต่อ) ระหว่างคอมพิวเตอร์หลายตัว มันจัดทำ, บริหารจัดการ, และยุติการเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างภายในกับระยะไกล มันทำงานแบบดูเพล็กเต็ม,ดูเพล็กซ์ครึ่ง หรือ ซิมเพล็กซ์และจัดทำวิธีการตรวจสอบ, การเสร็จสิ้น, การเลิกดำเนินการ และการเริ่มต้นใหม่ แบบจำลอง OSI ทำให้เลเยอร์นี้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการปิดเซสชั่นอย่างสง่างาม ซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของ Transmission Control Protocol และยังรับผิดชอบสำหรับเซสชั่น checkpointing and recovery ที่ไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้ใน Internet Protocol สวีท เลเยอร์เซสชั่นปกติจะดำเนินการร่วมกันอย่างชัดเจนกับแอปพลิเคชันในสภาพแวดล้อมที่เรียกกระบวนการจากระยะไกล

Transport Layer[แก้]

ชั้นที่ 4 ทำหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร ซึ่งการตรวจสอบความผิดพลาดนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลส่วนที่เรียกว่า checksum และอาจมีการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นๆ โดยพิจารณาจาก ฝั่งต้นทางกับฝั่งปลายทาง (End-to-end) โดยหลักๆแล้วชั้นนี้จะอาศัยการพิจารณาจาก พอร์ต (Port) ของเครื่องต้นทางและปลายทาง
เลเยอร์การขนส่งทำการโอนอย่างโปร่งใสของข้อมูลระหว่าง end users, ให้บริการการโอนข้อมูลที่เชื่อถือได้ไปยังเลเยอร์ชั้นบน, ควบคุมความน่าเชื่อถือของการเชื่อมโยงโดยการควบคุมการไหลของข้อมูล, การทำ segmentation/desegmentation, และควบคุมความผิดพลาด. บางโพรโทคอลเป็น state- and connection-oriented ซึ่งหมายความว่าชั้นของการขนส่งสามารถติดตาม segment และส่งอีกครั้งสำหรับ segment ที่ล้มเหลว ชั้นของการขนส่งยังมีการรับรู้ของการส่งผ่านข้อมูลที่ประสบความสำเร็จและส่งข้อมูลตัวต่อไปถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
OSI กำหนดการกู้คืนเป็นห้าชั้นของโพรโทคอลการขนส่งแบบ connection-mode ตั้งแต่ class 0 (ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น TP0 (Transport Protocol 0) และมีคุณสมบัติน้อยสุด) จนถึง class 4 (TP4 มีคุณสมบัติมากสุด, ได้รับการออกแบบสำหรับเครือข่ายที่เชื่อถือได้น้อย, คล้ายกับอินเทอร์เน็ต) ชั้น 0 ไม่มีการกู้คืนและถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานบน network layers ที่ให้การเชื่อมต่อปราศจากข้อผิดพลาด ชั้น 4 ใกล้เคียงกับ TCP ถึงแม้ว่า TCP มีฟังก์ชันเช่น graceful close ซึ่ง OSI กำหนดให้อยู่ใน session layer นอกจากนี้ทุก OSI TP connection-mode protocol classes ให้ข้อมูลเร่งด่วนและการเก็บรักษาของ record boundaries ลักษณะรายละเอียดของ class TP0-4 แสดงในตารางต่อไปนี้:
Feature NameTP0TP1TP2TP3TP4
Connection oriented networkใช่ใช่ใช่ใช่ใช่
Connectionless networkไม่ไม่ไม่ไม่ใช่
Concatenation and separationไม่ใช่ใช่ใช่ใช่
Segmentation and reassemblyใช่ใช่ใช่ใช่ใช่
Error Recoveryไม่ใช่ใช่ใช่ใช่
Reinitiate connection (if an excessive number of PDUs are unacknowledged)ไม่ใช่ไม่ใช่ไม่
Multiplexing and demultiplexing over a single virtual circuitไม่ไม่ใช่ใช่ใช่
Explicit flow controlไม่ไม่ใช่ใช่ใช่
Retransmission on timeoutไม่ไม่ไม่ไม่ใช่
Reliable Transport Serviceไม่ใช่ไม่ใช่ใช่
วิธีที่ง่ายที่จะเห็นภาพชั้นการขนส่งก็คือการเปรียบเทียบกับที่ทำการไปรษณีย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดส่งและการจัดหมวดหมู่ของจดหมายและพัสดุที่ส่ง อย่างไรก็ตาม พึงจำไว้ว่า ที่ทำการไปรษณีย์จัดการกับซองจดหมายที่อยู่ด้านนอก เลเยอร์ที่สูงขึ้นอาจจะเทียบเท่ากับซองจดหมายสองซอง เช่นการบริการที่นำเสนอการเข้ารหัสลับที่สามารถอ่านได้โดยผู้รับเพียงอย่างเดียว พูดอีกอย่างคือ โพรโทคอล tunneling ทำงานที่ชั้นการขนส่ง เช่นการดำเนินการที่เป็น non-IP โพรโทคอล เช่น SNA ของไอบีเอ็ม หรือ IPX บนเครือข่ายไอพีของโนเวลล์หรือการเข้ารหัสแบบ end-to-end ด้วย IPsec ในขณะที่ Generic Routing Encapsulation (GRE) อาจดูเหมือนจะโพรโทคอลชั้นเครือข่าย, ถ้า encapsulation ของ payload ที่ใช้งานที่ปลายทาง, GRE กลายเป็นใกล้ชิดกับโพรโทคอลการขนส่งที่ใช้ IP headers แต่ประกอบด้วยเฟรมหรือแพ็กเกตเพื่อส่งมอบให้กับปลายทาง, L2TP ขนส่งเฟรม PPP ภายในแพ็คเก็ตการขนส่ง
แม้ว่าจะไม่ได้รับการพัฒนาภายใต้ OSI Model อ้างอิงและไม่เคร่งครัดในการสอดคล้องกับคำนิยามของ OSI ชั้นการขนส่ง, Transmission Control Protocol (TCP) และ User Datagram Protocol (UDP) ของชุด Internet Protocol ถูกจัดให้อยู่ในชั้น 4 ของ OSI

Network Layer[แก้]

ชั้นที่ 3 เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่จะส่ง-รับในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารจะ ต้องมีเส้นทางการส่ง-รับข้อมูลมากกว่า 1 เส้นทาง ดังนั้นเลเยอร์ชั้น Network นี้จะทำหน้าที่เลือกเส้นทางที่ ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุด และระยะทางสั้นที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ 4 จะถูกแบ่งออกเป็น แพ็กเกจ ๆ ในชั้นนี้
เลเยอร์เครือข่ายให้กรรมวิธีและขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลความยาวแปรจากโฮสต์ต้นทางบนเครือข่ายหนึ่งไปยังโฮสต์ปลายทางบนอีกเครือข่ายหนึ่งที่แตกต่างกัน (ในทางตรงกันข้ามกับชั้น data link layer ที่เชื่อมต่อกับโฮสต์ภายในเครือข่ายเดียวกัน) ในขณะที่รักษาคุณภาพของการบริการที่ถูกร้องขอโดยชั้นของการขนส่ง เลเยอร์เครือข่ายทำหน้าที่หาเส้นทางและยังอาจดำเนินการแยกข้อมูลออกเป็นชิ้นเล็กๆและรวมกลับมาใหม่ และรายงานข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูล เราเตอร์ทำงานอยู่ในชั้นนี้ จะการส่งข้อมูลไปทั่วเครือข่ายและทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นไปได้ address ที่ใช้เป็นแบบลอจิคคอล -คือค่าจะถูกเลือกโดยวิศวกรเครือข่าย การใช้ address ไม่ได้เป็นแบบลำดับชั้นสูงต่ำ
เลเยอร์เครือข่ายอาจจะถูกแบ่งออกเป็นสาม sublayers:
  1. subnetwork access - จะพิจารณาโพรโทคอลที่จัดการกับอินเตอร์เฟซกับเครือข่ายเช่น X.25;
  2. subnetwork dependent convergence - เมื่อจำเป็นที่จะต้องยกระดับของเครือข่ายการขนส่งไปที่ระดับของเครือข่ายข้างใดข้างหนึ่ง
  3. subnetwork independent convergence - จัดการการโอนข้ามหลายเครือข่าย
ตัวอย่างของกรณีหลังนี้คือ CLNP หรือ IPv6 ISO 8473 จะจัดการโอนแบบ connectionless ของข้อมูลครั้งละหนึ่ง hop, จากปลายระบบถึงเราเตอร์ขาเข้า, จากเราเตอร์หนึ่งไปเราเตอร์หนึ่ง, และจากเราเตอร์ขาออกไประบบปลายทาง มันไม่ได้รับผิดชอบในการส่งมอบที่เชื่อถือได้ไปยัง hop ต่อไป แต่รับผิดชอบสำหรับการตรวจสอบของแพ็กเก็ตที่ผิดพลาดที่อาจถูกตัดทิ้งได้เท่านั้น ในรูปแบบนี้ IPv4 และ IPv6 จะต้องถูกจัด classe กับ X.25 ว่าเป็นโพรโทคอลการเข้าถึงของเครือข่ายย่อยเพราะพวกมันใช้อินเตอร์เฟซแอดเดรสมากกว่าโหนดแอดเดรส
โพรโทคอลการจัดการเลเยอร์เป็นจำนวนมากที่ฟังก์ชันที่กำหนดไว้ในภาคผนวกบริหาร, ISO 7498/4 เป็นของเลเยอร์เครือข่าย รวมทั้ง routing protocols, multicast group management, network-layer information and error, and network-layer address assignment มันเป็นหน้าที่ของ payload ที่ทำให้เหล่านี้เป็นเลเยอร์เครือข่าย, ไม่ใช่โพรโทคอลที่ carries พวกมัน

Data Link Layer[แก้]

ชั้นที่ 2 จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาดในข้อมูลโดยจะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นแพ็กเกจหรือเฟรม ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับมาว่า ได้รับข้อมูลแล้ว เรียกว่า สัญญาณ ACK (Acknowledge) ให้กับผู้ส่ง แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK หรือได้รับ สัญญาณ NAK (Negative Acknowledge) กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมุลไปให้ใหม่ อีกหน้าที่หนึ่ง ของเลเยอร์ชั้นนี้คือป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกินขีดความสามารถของเครืองผู้รับจะรับข้อมูลได้
ชั้นเชื่อมโยงข้อมูลให้ฟังชั่นการทำงานและขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างหน่วยงานเครือข่ายและการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดอาจเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นในชั้นกายภาพ แต่เดิมชั้นนี้มีไว้สำหรับสื่อจุดต่อจุดและจุดต่อหลายจุดหรือลักษณะของสื่อบริเวณกว้างในระบบโทรศัพท์ พื้นที่สถาปัตยกรรมของแลนซึ่งรวมถึงสื่อการเข้าถึงที่สามารถการออกอากาศได้จะได้รับการพัฒนาต่างหากใน ISO IEEE 802. ในทางปฏิบัติที่ทันสมัย การตรวจสอบข้อผิดพลาดเท่านั้นที่ปรากฏในโพรโทคอลการเชื่อมโยงข้อมูลเช่น Point-to-Point Protocol (PPP) ไม่ใช่ flow control ที่ใช้ sliding window. และในเครือข่ายท้องถิ่น IEEE 802.2 ชั้น LLC ไม่ได้ถูกใช้เป็นโพรโทคอลส่วนใหญ่บน Ethernet และบนแลนอื่น ๆ flow control และกลไกการรับรู้ก็ไม่ค่อยมีการใช้ Sliding window flow control และ acknowledgment ถูกนำไปใช้ที่ชั้นการขนส่งโดยโพรโทคอลเช่น TCP แต่ยังคงใช้ในช้องว่างที่ X.25 เสนอข้อได้เปรียบด้านความสามารถ มาตรฐาน ITU-T G.hn ซึ่งให้บริการเครือข่ายพื้นที่ท้องถิ่นความเร็วสูงบนสายเคเบิลที่มีอยู่ (สายไฟฟ้า, สายโทรศัพท์และสาย coaxial) จะรวมถึงชั้นเชื่อมโยงข้อมูลอย่างสมบูรณ์ซึ่งจัดให้มีทั้งการแก้ไขข้อผิดพลาดและการควบคุมการไหลโดยใช้วิธีการคัดเลือก ซ้ำ ของ Sliding Window Protocol
บริการของทั้งแวน และ แลน จัดวางบิตจากชั้นกายภาพให้เป็นลำดับทางตรรกะที่เรียกว่าเฟรม ไม่ใช่ทุกบิตในชั้นกายภาพที่จำเป็นต้องใส่ไปลงในเฟรม เพราะบางส่วนของบิตเหล่านี้มีความตั้งใจที่จะใช้สำหรับฟังก์ชันในชั้นกายภาพเท่านั้น ตัวอย่างเช่นทุกบิตที่ห้าของกระแสบิต FDDI ไม่ได้ถูกใช้โดยชั้นนี้

สถาปัตยกรรม WAN โพรโทคอล[แก้]

โพรโทคอลการเชื่อมต่อข้อมูล WAN แบบ Connection-oriented รวมกันกับการเข้าเฟรม ทำการตรวจหาและอาจแก้ไขข้อผิดพลาด โพรโทคอลพวกนี้ยังมีความสามารถในการควบคุมอัตราของการส่งผ่าน ชั้นเชื่อมโยงข้อมูลของ WAN อาจใช้กลไกของ sliding window flow control and acknowledgment เพื่อให้การส่งมอบของเฟรมที่เชื่อถือได้ นั่นคือกรณีของ Synchronous Data Link Control (SDLC) และ HDLC, และอนุพันธ์ของ HDLC เช่น LAPB และ LAPD

สถาปัตยกรรม IEEE 802 LAN[แก้]

ในทางปฏิบัติ LANs แบบ connectionless เริ่มต้นด้วยคุณสมบัติ pre-IEEE Ethernet ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ IEEE 802.3 ชั้นนี้จะบริหารจัดการการปฏิสัมพันธ์ของอุปกรณ์กับสื่อที่ใช้ร่วมกันซึ่งเป็นหน้าที่ของลเยอร์ย่อยชื่อ media access control (MAC). เหนือ MAC sublayer นี้ตือ media-independent IEEE 802.2 Logical Link Control (LLC) sublayer ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่อยู่และ multiplexing บนสื่อการเข้าถึงทั้งหลาย
ในขณะที่ IEEE 802.3 เป็นที่โดดเด่นของโพรโทคอล LAN แบบมีสาย และ IEEE 802.11 เป็นของ LAN แบบไร้สาย ชั้น MAC ล้าสมัยได้แก่ Token Ring และ FDDI. sublayer MAC ตรวจพบข้อผิดพลาด แต่ไม่ได้แก้ไข

Physical Layer[แก้]

เป็นชั้นล่างที่สุดของการติดต่อสื่อสาร แต่เป็นชั้นแรกของสื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับ เลเยอร์ ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน(pin) แต่ละพินทำหน้า ที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่างๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งแบบที่ใช้สายหรือไม่ใช้สาย ตัวอย่างของสื่อที่ใช้ได้แก่ Shield Twisted Pair (STP), Unshield Twisted Pair (UTP), Fibre Optic และอื่นๆ
ชั้นกายภาพกำหนดคุณสมบัติทางกายภาพและทางไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอุปกรณ์และสื่อกลางในการส่งผ่านเช่นสายทองแดงหรือเส้นใยแก้วนำแสง ซึ่งรวมถึงรูปแบบของขา, แรงดันไฟฟ้า, ความต้านทานสาย, รายละเอียดเคเบิล, เวลาสัญญาณ, ฮับ, รีพีทเทอร์, อะแดปเตอร์เครือข่าย, อะแดปเตอร์บัสโฮสต์ (HBA ใช้ในเครือข่ายพื้นที่จัดเก็บ) และอื่น ๆ
ฟังก์ชันที่สำคัญและการบริการที่ดำเนินการโดยชั้นกายภาพดังต่อไปนี้:
  • เริ่มและจบการเชื่อมต่อการสื่อกลางการสื่อสาร
  • การมีส่วนร่วมในกระบวนการ เพื่อใช้ทรัพยากรของการสื่อสารร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพระหว่างผู้ใช้ทั้งหลาย เช่นความพอใจ การแก้ปัญหาและการควบคุมการไหล
การมอดดูเลทหรือการแปลงระหว่างข้อมูลดิจิตอลในอุปกรณ์ของผู้ใช้กับสัญญาณที่สอดคล้องกันเพื่อส่งผ่านช่องทางสื่อสาร สัญญาณเหล่านี้เดินทางในสายเคเบิลทางกายภาพ (เช่นทองแดงและใยแก้วนำแสง) หรือผ่านทางสัญญาณวิทยุ
บัส SCSI แบบขนานทำงานในชั้นนี้ แม้ว่า logical SCSI protocol เป็นโพรโทคอลของชั้นขนส่ง ที่วิ่งอยู่บนบัสนี้ มาตรฐานต่างๆของชั้นกายภาพของอีเธอร์เนท ก็อยู่ในชั้นนี้เช่นกัน; อีเธอร์เน็ตรวมชั้นนี้และชั้นเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน วิธีนี้นำไปใช่เหมือนกันกับเครือข่ายท้องถิ่นพื้นที่อื่น ๆ เช่น token ring, FDDI, ITU-T G.hn และ IEEE 802.11 เช่นเดียวกับเครือข่ายพื้นที่ส่วนบุคคลเช่นบลูทูธ และ IEEE 802.15.4

ฟังก์ชันข้ามชั้น[แก้]

มีฟังก์ชันหรือบริการบางอย่างที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับชั้นที่กำหนดให้ แต่พวกนี้สามารถมีผลกระทบมากกว่าหนึ่งชั้น ตัวอย่างเช่นต่อไปนี้:
  • บริการรักษาความปลอดภัย (โทรคมนาคม) ตามที่กำหนดโดยคำแนะนำ ITU-T X.800
  • ฟังก์ชันการจัดการ เช่นฟังก์ชันที่อนุญาตให้มีการ configure, กำหนดค่าอินสแตนซ์, ตรวจสอบ, ยุติการสื่อสารของสอง entities หรือมากกว่า: มีโพรโทคอลประยุกต์เฉพาะชั้น common management information protocol (CMIP) และการให้บริการที่สอดคล้องกัน, common management information service (CMIS) พวกนี้จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทุกชั้นเพื่อที่จะจัดการกับกรณีของพวกเขา
  • Multiprotocol Label Switching (MPLS) ทำงานที่ชั้น OSI ที่โดยทั่วไปถือว่าอยู่ระหว่างชั้น 2 (ชั้นเชื่อมโยงข้อมูล) และชั้น 3 (ชั้นเครือข่าย) และดังนั้นจึงมักจะถูกเรียกว่าเป็นโพรโทคอล"ชั้น 2.5 " มันถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นบริการขนส่งข้อมูลเบ็ดเสร็จสำหรับลูกค้าทั้ง circuit-based และลูกค้า packet-switching ที่ให้การบริการแบบ datagram-based มันสามารถใช้ในการขนส่งที่มีการจราจรหลากหลายรวมทั้ง IP แพ็กเกต, native ATM, SONET และอีเธอร์เน็ตเฟรม
  • ARP จะใช้ในการแปลที่อยู่ IPv4 (OSI ชั้น 3) ให้เป็น Ethernet MAC address (OSI ชั้น 2)

ส่วนต่อประสาน[แก้]

ทั้ง OSI Model อ้างอิงหรือโพรโทคอล OSI ไม่ได้เป็นตัวระบุส่วนต่อประสานใด ๆ การเขียนโปรแกรมนอกเหนือไปจากข้อกำหนดของบริการที่อิสระและเป็นนามธรรม ข้อกำหนดของโพรโทคอลกำหนดส่วนต่อประสานไว้อย่างชัดเจนระหว่างคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่ซอฟต์แวร์ที่อินเตอร์เฟซภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่รู้จักกันเป็นซ็อกเก็ตเครือข่าย เป็นแบบ implementation-specific
ตัวอย่างเช่น Winsock ของ Microsoft Windows, และ Berkeley sockets and System V Transport Layer Interface ของ Unix, เป็นส่วนต่อประสานระหว่างโปรแกรมประยุกต์ (ชั้น 5 และสูงกว่า) กับชั้นการขนส่ง (ชั้น 4). NDIS และ ODI เป็นส่วนต่อประสานระหว่างชั้นสื่อ (ชั้น 2) กับชั้นเครือข่าย (ชั้น 3)
ส่วนต่อประสานมาตรฐาน, ยกเว้นสำหรับชั้นกายภาพกับสื่อ, เป็นการใช้งานโดยประมาณของข้อกำหนดการบริการของ OSI

Examples[แก้]

LayerOSI protocolsTCP/IP protocolsSignaling System 7[1]AppleTalkIPXSNAUMTSMisc. examples
#Name
7ApplicationFTAMX.400X.500DAPROSERTSEACSE[2]CMIP[3]NNTPSIPSSIDNSFTPGopherHTTPNFSNTPDHCPSMPPSMTPSNMPTelnet,
BGP
INAPMAPTCAPISUPTUPAFPZIPRTMPNBPRIPSAPAPPCHL7Modbus
6PresentationISO/IEC 8823, X.226, ISO/IEC 9576-1, X.236MIMESSLTLSXDRAFPTDIASCIIEBCDICMIDIMPEG
5SessionISO/IEC 8327, X.225, ISO/IEC 9548-1, X.235Sockets. Session establishment in TCPRTPPPTPASPADSPPAPNWLinkDLC?Named pipesNetBIOSSAPhalf duplexfull duplexsimplexRPCSOCKS
4TransportISO/IEC 8073, TP0, TP1, TP2, TP3, TP4 (X.224), ISO/IEC 8602, X.234TCPUDPSCTPDCCPDDPSPXNBF
3NetworkISO/IEC 8208, X.25 (Packet-LaISO/IEC 8878, X.223, ISO/IEC 8473-1, CLNPX.233.IPIPsecICMPIGMPOSPFRIPSCCPMTPATP(TokenTalk or EtherTalk)IPXRRC (Radio Resource Control) and BMC (Broadcast/Multicast Control)NBFQ.931NDPARP (maps layer 3 to layer 2 address), IS-IS
2Data LinkISO/IEC 7666, X.25 (LAPB), Token Bus, X.222, ISO/IEC 8802-2 LLC Type 1 and 2[4]PPPSBTVSLIPMTPQ.710LocalTalkAppleTalk Remote AccessPPPIEEE 802.3framing, Ethernet II framingSDLCPacket Data Convergence Protocol(PDCP),[5] LLC (Logical Link Control), MAC (Media Access Control)802.3 (Ethernet)802.11a/b/g/n MAC/LLC802.1Q (VLAN)ATMHDPFDDIFibre ChannelFrame RelayHDLCISLPPPQ.921Token RingCDPITU-T G.hn DLL
CRCBit stuffingARQData Over Cable Service Interface Specification (DOCSIS)interface bonding
1PhysicalX.25 (X.21bisEIA/TIA-232EIA/TIA-449EIA-530G.703)[4]MTPQ.710RS-232RS-422STPPhoneNetTwinaxUMTS Physical layer or L1RS-232Full duplexRJ45V.35V.34I.430I.431T1E110BASE-T100BASE-TX1000BASE-TPOTSSONETSDHDSL802.11a/b/g/n PHYITU-T G.hn PHYController Area NetworkData Over Cable Service Interface Specification (DOCSIS)DWDM

เปรียบเทียบกับแบบจำลอง TCP/IP[แก้]

ในแบบจำลอง TCP/IP ของอินเทอร์เน็ต, โพรโทคอลมีการออกแบบที่จงใจจะไม่เข้มงวดในเลเยอร์เหมือนแบบจำลอง OSI. RFC 3439 มีหมวดหมู่ชื่อ "การตั้งเลเยอร์ที่ถือว่าเป็นอันตราย." อย่างไรก็ตาม, TCP / IP ก็ยังตระหนักถึงสี่ชั้นในวงกว้างของการทำงานซึ่งจะได้มาจากขอบเขตการดำเนินงานของโพรโทคอลที่มีของพวกเขาคือขอบเขตของการใช้ซอฟแวร์, การเชื่อมต่อการขนส่งแบบ end-to-end, ช่วงของ Internetworking และขอบเขตของการเชื่อมโยงโดยตรงไปยังโหนดอื่น ๆ บนเครือข่ายท้องถิ่น
แม้ว่าแนวความคิดจะแตกต่างจากแบบจำลอง OSI, ชั้นเหล่านี้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบบจำลองของ OSI ในลักษณะดังต่อไปนี้:
  • Internet application layer ประกอบด้วย OSI application layer, presentation layer, และส่วนใหญ่ของ session layer
  • end-to-end transport layer ประกอบด้วย ฟังก์ชันที่เหลือของ session layer กับ transport layer
  • internetworking layer (Internet layer) เป็นส่วนย่อยของชั้น OSI network layer (ดูด้านบน)
  • link layer ประกอบด้วย OSI data link layers และ physical layers, และบางส่วนของ OSI network layer

9/10/2560

สำเนาคำพิพากษาของศาล เก็บไว้กี่ปีครับ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ไปที่ศาลเดิมที่พิจารณาพิพากษาคดีของคุณ
ไปที่งานเก็บแดง บอกหมายเลขแดงไป (หรือถ้าไม่มีเลขแดง ก็บอกเลขดำไป)
จากนั้นก็ขอคัดถ่ายเอกสารคำพิพากษาของศาลในคดี โดยจะให้เจ้าหน้าที่รับรองสำเนาหรือไม่ก็ได้ (ค่ารับรอง 50 บาท)

ถ้าอยากจะยึดทรัพย์ลูกหนี้ ต้องดูว่าได้ทำทั้งสองอย่างในคดีแล้วหรือยัง คือ
1 ขอออกคำบังคับ
2 ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ถ้าหากเป็นการพิพากษาตามยอม หมายถึง ทำสัญญาประนีประนอมต่อกันในศาล แล้วพิพากษาตามนั้น
ก็จะข้ามไปขั้นตอนที่ 2 ได้เลย

แต่ถ้าเป็นการพิพากษาตามปกติ คุณต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1 และ 2 ก่อน
จากนั้นก็ไปดำเนินการที่สำนักงานบังคับคดีในเขตพื้นที่ ที่ศาลนั้นตั้งอยู่
แล้วก็นำ จพง.บังคับคดี ยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป
หากเป็นการยึดทรัพย์สิน เช่น บ้าน หรือ ที่ดิน
ต้องไปถ่ายรูปทรัพย์ที่จะยึดมาด้วย พร้อมทำแผนที่ที่ตั้งของทรัพย์นั้น
จากนั้นไปคัดทะเบียนราษฎร์ เพื่อประกอบการยึดทรัพย์ต่อไป
อ้อ..ถ้าเจ้าหนี้ยึดเอง ก็ทำเองได้เลย แต่ถ้าให้คนอื่นทำ เช่น ทนายความทำให้ ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจติดไปด้วย

มีเวลา 10 ปีครับ




ถึงแม้ทำลายสำนวนไป ศาลก็จะมีกากสำนวนอยู่

และถ้าไม่เกิน 10 ปี มีอยู่ครบอยู่แล้ว เป็นโจทก์เองไปขอตรวจสำนวนและขอคัดถ่ายได้




ต่อให้ขอคัดไว้แล้วไม่ได้ไปรับ แค่ ๖ เดือน หรือนานสุดก็ ๑ ปี โทรไปตามทนายหรือใครที่มาขอคัด
แล้วไม่มีสัญญาณตอบรับ เจ้าหน้าที่ก็ทำลายแล้วค่ะ
ถ้าต้องการก็ค่อยมาขอใหม่ได้ ถึงจะเกิน ๑๐ ปีและปลดทำลายสำนวนความไปแล้วก็ตาม
คำพิพากษายังคงอยู่ เก็บรักษาไว้ตลอดไปค่ะ จนกว่าจะมีระเบียบให้จัดเก็บคำพิพากษาในรูปแบบอื่น
มาขอคัดถ่าย แต่ถ้านานกว่า ๕ ปีแล้วถึงจะยังไม่ปลดทำลาย เจ้าหน้าที่ก็คงหาสำนวนลำบากแล้ว สำนวนจะเยอะ
แทนที่จะได้รับสำเนาคำพิพากษาไว้นั้นที่ขอ อาจจะต้องนัดรับ

ศาลยุติธรรม ใช้ระบบe- Filing เริ่มให้บริการคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษา อำนวยความสะดวกให้ปชช.






การแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่มีคดีและต้องเดินทางไปยังศาลหลังฟังคำพิพากษาเพื่อคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษามาเป็นหลักฐาน นายพิสิษฐ นิ่งน้อย ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกระเบียบว่าด้วยการให้บริการคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาระหว่างศาลทั่วประเทศ พ.ศ.2559 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เมื่อฟังคำพิพากษาเสร็จ เพื่อคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาใช้เป็นหลักฐาน อาจใช้เวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างไม่จำเป็น โดยคู่ความ ผู้ที่มีสิทธิ์ทำแทน หรือทนายความสามารถขอคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลที่อ่านแล้วให้คู่ความฟังได้ ทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา โดยสามารถยื่นคำร้องในการขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาได้ที่ศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน โดยหวังว่า ระเบียบนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก และง่ายขึ้นรวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงด้วย


นอกจากนี้ สำนักงานศาลยุติธรรม ยังได้ทดลองนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดทำระบบการยื่นคำฟ้องและส่งคำคู่ความหรือคำสั่งศาล เอกสารอื่นๆ ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Filing ซึ่งประชาชนสามารถยื่นคำฟ้องและส่งคำคู่ความต่อศาล ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล ซึ่งกระบวนการในระยะแรกได้ให้สิทธิ์แก่คู่ความที่มีหรือที่ได้แต่งตั้งทนายไว้แล้ว มายืนยันตัวตน ผ่านการลงทะเบียนขอใช้ระบบและรับรหัสที่ศาล รวมทั้งเตรียมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ให้ตรงตามมาตรฐานของศาลที่กำหนดไว้ โดยประเภทคดีในการยื่นฟ้อง e-Filing จะต้องเป็นคดีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งนี้ระบบดังกล่าวที่จัดทำขึ้น ขณะนี้มีความสมบูรณ์และผ่านการทดสอบแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ แต่หากจะนำระบบไปใช้ต้องมีการออกข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา จึงจะนำระบบมาทำงานได้ ซึ่งหากทุกอย่างเสร็จสิ้นจะนำไปนำร่องใช้ที่ศาลแพ่งธนบุรีและศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ภายในเดือน ก.พ.2560 หลังจากนั้นจะขยายผลไปใช้กับศาลยุติธรรมทั่วประเทศภายในเดือน เม.ย. 2560


แนะนำบริการ ระบบยื่นฟ้องอิเล็กทรอนิกส์( e-Filing System)

     ตามที่ประธานศาลฎีกาได้มีนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 - 2560 ด้านการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเหมาะสมมาใช้เพื่อส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาพิพากษาคดี การบริหารจัดการ และการให้บริการประชาชน ประกอบกับมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 68 ระบุว่า “การยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสารในลักษณะนี้ไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทุกฝ่าย รวมทั้งการแจ้งคำสั่งของศาลหรือข้อความอย่างอื่นไปยังคู่ความหรือบุคคลอื่นใด อาจดำเนินการโดยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และเมื่อข้อกำหนดนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้”

ดังนั้น เพื่อให้การบริการคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในคดีความสามารถยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสาร โดยคู่ความกระทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ ศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย รวมทั้งการแจ้งคำสั่งของศาลหรือข้อความอย่างอื่นไปยังคู่ความของบุคคลอื่นใดสามารถดำเนินการโดยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้จัดทำระบบยื่นฟ้องอิเล็กทรอนิกส์( e-Filing System) ขึ้น โดยในระยะแรกได้จัดทำระบบนี้ขึ้นเพื่อใช้กับการยื่นฟ้องตั้งต้นในคดีแพ่งบางประเภท โดยเริ่มให้บริการใช้ระบบนี้ที่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งธนบุรี และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และมีแผนที่จะขยายการให้บริการไปยังศาลยุติธรรมต่าง ๆ ในภูมิภาคทั่วประเทศในระยะต่อไป


ความต้องการของระบบ

เป็นเงื่อนไขและข้อตกลงในการใช้งาน รวมทั้งคุณสมบัติต่าง ๆ ของอุปกรณ์ที่สามารถนำมาใช้กับระบบงานยื่นฟ้อง เอกสารและรับส่งคำคู่ความอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้




คอมพิวเตอร์ : เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนแปลงให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ในการใช้บริการยื่นฟ้องผ่านอินเทอร์เน็ตเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำดังนี้
ระบบปฏิบัติการเครื่องคอมพิวเตอร์ (Operating System) :
Windows 7 หรือสูงกว่า
อินเตอร์เน็ตเบราเซอร์ (Internet Browser) : Internet Explorer (เวอร์ชั่น 10.x หรือสูงกว่า) หรือ Mozilla Firefox (เวอร์ชั่น 15.x หรือสูงกว่า)
โปรแกรมสำนักงาน (Microsoft Office) : โปรแกรม Microsoft Word






โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ (Operating System) : IOS เวอร์ชั่น XX หรือสูงกว่า หรือ Android เวอร์ชั่น XX หรือสูงกว่า
โปรแกรม OTP Mobile Application








อื่น ๆ เครื่องสแกนเนอร์ (Scanner) : ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และบันทึกข้อมูลเป็นไฟล์ประเภท PDF/A Format โดยไฟล์เอกสารทั้งหมดต้องมีขนาดรวมกันไม่เกิน 30 MB ด้วยมาตรฐานขั้นคต่ำสำหรับความละเอียดของภพา (Resoltion) ของภาพลายเส้นหรือภาพขาวดำ อย่างน้อย 200 จุดต่อนิ้ว (dot per inch หรือ dpi)
E-mail Address





การลงทะเบียน

การลงทะเบียนทางคู่ความ หรือทนายความ สามารถมาทำการลงทะเบียนได้ที่ศาลที่เปิดให้บริการ หรือสามารถลงทะเบียนผ่านหน้าเวปไซด์ ตามขั้นตอนได้ดังนี้


การลงทะเบียนออนไลน์
ลงทะเบียนที่ http://efiling.coj.go.th
>> คลิกปุ่ม "ลงทะเบียนออนไลน์"
>> คลิกปุ่ม "กรอกข้อมูล"
>> คลิกปุ่ม "แนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง"
(คำขอแสดงรายการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต)





สถานที่ขอลงทะเบียนด้วยตนเอง

>> ณ ศาลที่เปิดให้บริการ
>> ในวันและเวลาราชการ (8.30-16.30)




เอกสารที่ใช้ลงทะเบียน

>> บัตรประจำตัวประชาชน
>> บัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความ หรือ ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
>> บัตรประจำตัวข้าราชการ (กรณีเป็นพนักงานอัยการ)
การรับรหัสผู้ใช้ (Username) และ รหัสผ่าน (Password)
>> ระบบจะจัดส่ง รหัสผู้ใช้ และ รหัสผ่าน ไปยัง E-mail และ / หรือ SMS ที่ได้ลงทะเบียน



ชำระแบบเชื่อมต่อไปยังระบบชำระเงินของธนาคารโดยตรง

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระเงินค่าช่ายจ่ายต่างๆ จะถูกส่งจาก ระบบไปยังธนาคารโดยตรง เมื่อทำการยืนยันการทำรายการ ของระบบชำระเงิน ของธนาคารแล้ว ธนาคารจะแจ้งผลการทำรายการ เช่น ผลการโอนเงิน การยกเลิกการทำรายการ เป็นต้น ส่งให้กับสำนักงานศาลยุติธรรมแบบทันทีทันใด (Real Time)





» Internet Credit / Debit Card






ประเภทของเครื่อข่าย PAN MAN WAN LAN

ระบบเครือข่าย Pan
เครือข่าย ส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN)PANPAN คือ "ระบบการติดต่อสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล" ย่อมาจาก Personal Area Network หรือเรียกว่า BluetoothPersonal Area Network (PAN)คือเทคโนโลยีการเข้าถึงไร้สายในพื้นที่เฉพาะส่วนบุคคล โดยมีระยะทางไม่เกิน 1เมตร และมีอัตราการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงมาก (สูงถึง 480 Mbps) ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร หลาย ก็เช่น• Ultra Wide Band (UWB) ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.3a• Bluetooth ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.1• Zigbee ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.4เทคโนโลยีเหล่านี้ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ต่อพ่วง(peripherals) ให้สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้ และยังใช้สำหรับการรับส่งสัญญาณวิดีโอที่มีความละเอียดภาพสูง (high-definition video signal) ได้ด้วยPersonal Area Network (PAN)ช่วยให้เราสามารถจัดการข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆที่เคลื่อนที่ไปมาได้ อย่างหลากหลายคิดค้นโดยนักวิจัยของ MIT รวมกับIBM โดยจะสร้างกระแสไฟฟ้าแรงต่ำ (ระดับพิโคแอมป ) ออกไปตามผิวหนังโดยเครื่องรับสัญญาณตามจุดต่างๆ ของร่างกายสามารถรับสัญญาณได้ เทคโนโลยีนี้จะเหมาะกับการใช้งานทางการแพทย์ เพราะอุปกรณ์ โดยมากจะมีการติดตั้งตามลำตัวมนุษย์พัฒนาโดย Bluetooth Special Interest Group


เครือข่ายสามารถจำแนกออกได้ หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 
โดยทั่วไปการจำแนกประเภทของเครือข่ายมีอยู่ 3 วิธีคือ

1. ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
 
       
         1.1 LAN (Local Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น
                        



เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ในบริเวณที่ไม่กว้างนัก     อาจใช้อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรืออาคารที่อยู่ใกล้กัน เช่น  ภายในมหาวิทยาลัย  อาคารสำนักงาน 
คลังสินค้า หรือโรงงาน เป็นต้น  การส่งข้อมูลสามารถทำได้ด้วยความเร็วสูง และมีข้อผิดพลาดน้อย ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นจึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลด
ต้นทุนและเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำงาน และใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน 

 1.2 MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับเมือง
                                                         


เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ระหว่าง Lan และ Wan เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริการเครือข่ายสาธารณะ จึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขา เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร   เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารไม่สูง เนื่องจากมีสัญญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล 

1.3 WAN (Wide Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับประเทศ หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง
  


เป็น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง เช่น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานทั่วโลก เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วย กัน อาจจะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่ง ประเทศไทยเสียก่อน เพราะจะเป็นการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกันโดยปกติมี อัตราการส่งข้อมูลที่ต่ำและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด การส่งข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ในการสื่อสาร เช่น โมเด็ม (Modem) มาช่วย

ไขข้อข้องใจ DAS, NAS, SAN

ไขข้อข้องใจ DAS, NAS, SAN ทำงานอย่างไร? เหมือน/ต่างกันอย่างไร? ตัวไหนเหมาะกับการใช้งานใดบ้าง?

เทคโนโลยี storage ในระดับธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก จนถึง ธุรกิจขนาดใหญ่ มีความต้องการในการใช้ storage เพื่อเก็บข้อมูลในขนาดที่ไม่เท่ากัน ซึ่งในปัจจุบัน มีด้วยกันอยู่ 3 แบบหลักๆ คือ


The main concept drawing of DAS, NAS, SAN.
DAS vs NAS vs SAN ภาพจาก e-waysecurity.ma

1. DAS หรือ Direct Attach Storage 

DAS คือ การต่อพ่วง external storage เข้าไปกับ file server โดยตรง

ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป ในกรณีที่บริษัท ใช้ server ทั่วไปในการเก็บข้อมูล จนกระทั่งพื้นที่ความจุไม่พอ เราก็จะต่อพ่วง external storage เข้าไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับความต้องการในการเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

วิธีนี้จะสะดวกในกรณีที่มี server เพียงเครื่องเดียว แต่หากมี server หลายเครื่องที่ต้องการใช้งาน external storage ที่อยู่อีกเครื่องหนึ่ง จะเริ่มเกิความยุ่งยากขึ้นมา อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการสูญเสียไฟล์เพราะไม่มีระบบ backup ไว้อีกด้วย

2. NAS หรือ Network Attach Storage

NAS คือ การนำเอา external storage มาต่อเข้ากับ network (แทนที่จะต่อเข้า file server โดยตรง)

ซึ่งวิธีนี้จะทำ file server หรือ client ทุกๆเครื่อง สามารถเข้าใช้ไฟล์ใน external storage ได้ง่ายขึ้นเพียงแค่เชื่อมต่อเข้า network เดียวกันเท่านั้น อีกทั้งยังเพิ่มความทนทานของข้อมูลด้วยการต่อพ่วง harddisk ด้วยหลักการต่อแบบ RAID 

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบนี้คือ อัตราการเขียน/อ่านข้อมูลจะลดลงถ้ามีผู้ใช้จำนวนมากๆ

จากข้อเสียของข้างต้น จึงกำเนิดระบบที่เรียกว่า SAN (Storage Area Network)

3. SAN หรือ Storage Area Network 

SAN คือ "ระบบ" ที่คอย จัดการไฟล์ที่ผู้ใช้โยนเข้ามากใน SAN จากนั้น SAN จะบริหารจัดการตำแหน่งที่จะนำไฟล์ไปเก็บใน storage disk เอง โดยผู้ใช้จะเห็น SAN เป็น drive หนึ่งใน my computer

มักถูกออกแบบมาในรูปแบบของตู้ rack ทำให้ผู้ใช้งานสามารถต่างคนต่างใช้ไฟล์ของตัวเองได้โดยผ่าน storage ประสิทธิภาพสูงในเครือข่ายเดียวกัน