12/28/2563

วิธี Forward Port ร่วมกับ dynamic dns (No-ip) เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เป็น server

 บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการ Forward port เพื่อให้สามารถเข้าถึง Network ข้างในบ้าน ร่วมกับ dynamic dns อย่าง No-ip กัน

โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีหากมี request จากข้างนอกเข้ามา จะโดน router กันไว้ก่อน จะไม่สามารถทะลวงเข้าหา local ip เครืองหลัง router ได้ (เหมือนมี Firewall กันไว้อยู่นั้นเอง)
ทำให้เครือง หรือ service ต่างๆ ที่อยู่หลัง router มีความปลอดภัยจากการบุกรุกจากข้างนอกนั้นเอง ดังนั้นถ้าอยากทำให้ local ip ข้างใน หรือ หลัง router เปิดให้บริการ service ต่างๆ
หรือทำเป็น server เพื่อให้คนข้างนอกเข้าถึงและใช้บริการได้ ก็จำเป็นที่จะต้อง forward port หรือทำ NAT นั้นเอง

Q : ถ้าถามว่า ทำไมถึงต้องมา forward port ละ ?
A : ก็เพราะว่าปรกติแล้ว internet ที่ใช้ตามบ้าน (Home use internet) “ส่วนใหญ่” จะเป็น Dynamic IP
นั้นก็หมายความว่า หมายเลข wan ip ของ router ที่ทาง ISP (ผู้ให้บริการ internet) แจกมานั้น จะไม่ได้ Fix นั้นเอง ซึ่งมัน “อาจจะ” เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทุกๆ ครั้งที่มีการ connect ใหม่ หรือแม้กระทั้ง เปลี่ยนทุกครั้งที่มีการ restart router ก็จะได้ ip ใหม่นั้นเอง

ดังนั้นถ้าหากเราเข้าผ่าน ip เดิมจากข้างนอก ก็จะกลับเข้ามาเข้าอีกไม่ได้นั้นเอง เพราะ wan ip เปลี่ยนไปแล้ว แต่ถ้าอยากได้แบบ Fixed IP ก็สามารถติดต่อโดยตรงกับ ISP ได้เหมือนกัน เหมือนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนั้นเอง

การ Forward port นั้น ก็เปรียบเสมือนการกำหนดเส้นทางของข้อมูล ที่ติดต่อเข้ามาจากข้างนอก เพื่อเข้าถึง local ip ผ่าน service ต่างๆ หลัง router
โดยจะมีการพิจารณาจากหมายเลข port เป็นหลัก โดย router จะเป็นตัวกำหนดว่า จะให้ mapping port ดังกล่าวไปยัง port ของ service ไหน และ map กับ local ip ไร
นั้นก็หมายความว่า port ที่เปิดนั้น ก็จะเป็นพวก service หรือ application ต่างๆ โดยเราจะต้องเปิด service เหล่านั้นไว้ด้วย
เพื่อที่จะให้ TCP/UDP request จากข้างนอก สามารถเข้าถึง local ip ข้างใน ผ่านทาง port ที่เรากำหนดนั้นเอง

ยกตัวอย่างเช่น. ถ้าต้องการเปิดบริการ web server เพื่อให้คนข้างนอกเข้าถึง เราก็จะต้องมีเครือง computer เปิดให้บริการ web server port 80 นั้นเอง (จริงๆ port ไรก็ได้)
ในการ mapping นั้น เราจะต้อง map port ไปหา local ip ของเครือง computer ข้างใน ที่เปิดบริการ service ไว้แล้ว โดยแล้วระบุ port : 80 เป็นต้น

อย่าลืมว่า router บางรุ่นนั้น จะมี limit อยู่ว่า สามารถ forward port ไม่เกินจากที่กำหนด อย่างของผม TP-Link TD-W8968 ก็สามารถ forward สูงสุดได้แค่ 15 port
ในกรณี ถ้าขี้เกียจมานั้นใส่ที่ละ port หรือต้องการ forward port ได้เยอะๆ ก็สามารถเลือกแบบ DMZ ได้เลย โดยการใช้ DMZ นั้น router บางยี่ห้อ จะไม่สามารถใช้ร่วมกับ NAT/Forward port ได้  จะต้องเลือกอย่างได อย่างหนึ่ง

DMZ (Demilitarized Zone) ก็เปรียบเสมือนเอาเครืองไปตั้งไว้ หน้า router โดยไม่มีการ firewall กั้น ในการกำหนด dmz นั้น สามารถระบุ local ip ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องใส่ port  ดังนั้น request ที่วิ่งเข้ามาจากข้างนอก ก็จะสามารถเข้าถึง local ip ข้างในแบบเต็มๆ ส่วนใหญ่ local ip zone นี้จะนิยมทำเป็น server กัน   แต่ของเสียอีกอย่างคือ ส่วนใหญ่ router (Home use) แทบจะทุกรุ่นจะใส่ DMZ ได้แค่ ip เดียว (ผมยังไม่เคยเห็นรุ่นไหน ใส่มากกว่า 1 local ip)

สรุป : ถ้าต้องการเปิดหลายๆ port เพื่อให้ข้องนอกเข้าถึงแบบเต็มที่ ก็เลือก DMZ (แต่จะได้แค่ local ip เดียว)
แต่ถ้าอยากเปิดเป็นบาง port หรือ บาง service และมี service คนละ local ip ก็ให้เลือกแบบ Forward เป็น port ๆ ไป

ด้วยเหตุนี้เอง เราถึงต้องมีตัวทำการชี้ dns ไปหา IP ของ router  ในที่นี้จะขอแนะนำ No-ip ซึ่งมันก็เป็น Free Dynamic DNS ที่ยอดฮิตมากๆ ในขณะ นี้
ก่อนที่จะทำการตั้งค่า Forward port หรือ NAT บน Router เราจะต้องทำการลงทะเบียน No-ip ก่อน

โดยเข้าไปที่ https://www.noip.com/sign-up    ทำการสมัครสมาชิก ให้เรียบร้อย
ในที่นี้ ถ้าต้องการฟรี ให้เลือกภายใต้ Free นะครับ  อย่างตัวอย่าง ผมขอเลือก .ddns.net ละกัน (มันมีให้เลือก เยอะอยู่นะ)
ถ้าใช้ Hostnames ภายใต้ของฟรีนั้น จะมีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน  เช่น สามารถใช้ได้แค่ 3 HostNames  (ก็มันของฟรีนิ อิ อิ)  จริงๆ แค่นี้ก็เพียงพอละครับ

ข้อดี
–  ทำให้สามารถเข้าถึงอุปกณ์ Network ได้ เช่น  PC/Notebook, กล้อง IP Cam, Printer หรือแม้กระทั้งยังสามารถเข้าถึง Application ต่างๆ เช่น Web Server, Database Server, uTorrent , Bitcomet , Transmission bit .. ฯลฯ   เพื่อสะดวกในการควบคุมระยะไกลจากข้างนอก เป็นตัน

ข้อเสีย
–  เมื่อสามารถเข้าถึงจากข้างนอกได้ อาจจะมีผู้ไม่หวังดีทำการ Hack เข้าผ่านทาง Service ที่เปิดไว้ได้ เช่น โดยการ Brute-force, หรือ Hack เข้าผ่านทาง web application ดังนั้นเราจะต้องเปิด service ที่จำเป็น เพราะตั้งค่าความปลอดภัยเข้าไปด้วย ..   เดียวบทความหน้าจะมาพูดถึงตรงนี้อีกที

คำเตือน : การ Forward port เพื่อให้ข้างนอกสามารถเข้าถึง Service ต่างๆ นั้น จะมีทั้งผลดี และผลเสียนะครับ  ถ้าใครใช้อยู่อย่าลืมนึกถึงตรงนีด้วย

ในการลงทะเบียนครั้งแรก มันจะให้เราทำการสร้าง Hostnames ขึ้นมา  ในที่นี้ เราตั้งอะไรก็ได้ ให้ดูเทห์ๆ เข้าไว้ (ถ้ามีคนสร้างแล้ว ก็ให้สร้างชื่ออื่น)
หรือถ้าไม่อยากสรา้งตอนนี้ ก็ติ๊กช่อง Create my hosname later
เมื่อทำการกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็กด Submit (Fee sign Up) ได้เลย (ถ้าผ่านตรงนี้ ก็ให้รอ active ผ่าน email อีกที)

เมื่อทำการลงทะเบียน เสร็จ มันจะ link เพื่อยื่นยันอีกที เข้าอีเมล์ที่สมัคร

ทำการ Login เข้า email เพื่อทำการ Activate ให้เรียบร้อยด้วยนะครับ
ก็แค่ กด Link จาก Email เพื่อทำการยืนยันตัวตนนั้นเอง

เมือเข้ามาถึงหน้านี้แล้ว ผมแนะนำให้ทำการ สร้างกลุ่มด้วย นะครับ  จะได้จัดการง่ายหน่อย 
https://www.noip.com/members/dns/

ในที่นี้จะตั้งชื่อกลุ่มว่าไรก็ได้ แล้วทำการเพิ่ม  Hostnames เข้าไปในกลุ่ม แล้วกด Confirm changes

สำหรับถ้าหากต้องการที่จะสร้าง Hostnames เพิ่มเข้าไปอีก ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยการกดที่ Add A Host

จากนั้น ให้เราทำการตั้งค่าในส่วนของ Update host
โดยในที่นี้ ผมเลือกเป็น
Host Type : DNS Host (A)
IP Address : อันนี้มันจะ Default IP Getway ของเรา ณ. ตอนนั้น (ไม่ต้องกรอกไร)
Assing to Group : เลือก Group ที่เรา ได้ทำการสร้างไว้ตั้งแต่ข้างบน

หลังจากที่เราได้ทำการ Register เสร็จ ก็สามารถนำ Credential ไปใส่ที่ Config ของ Dynamic DNS ที่ตัว Router ได้เลย
ถ้า Router รุ่นใหม่ๆ น่าจะรองรับอยู่แล้ว

แล้วถ้า Router ไม่ support  : No-ip ล่ะ  ทำไง ?
ตอบ :  เราสามารถใช้ DUC  (Dynamic Update Client) แทนได้เหมือนกัน โดยจะต้องติดตั้งบนระบบปฏิบัติการ OS
แต่อาจจะต้องเปิดเครืองทั้งไว้ด้วย หรือถ้า Router มัน support อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเครืองทั้งไว้นั้นเอง

ในที่นี้ผมจะใช้ Rasberry Pi ในการติดตั้ง DUC  เพื่อให้ update dynamic dns ของ no-ip  ส่วนการ Forward port ผมจะทำบน Router
ปล. บทความนี้จะเป็นการ Forward port เพื่อให้เข้าถึง Service ของ Raspberry Pi

มาถึงตรงนี้แล้ว เราจะต้อง Download ตัว DUC มาติดตั้งก่อน
DUC   มีทั้ง Windows/Mac/Linux  (ใช้ OS ไหน ก็โหลดมาติดตั้งตามใจชอบ)
https://www.noip.com/download?page=win (สำหรับ Windows)
https://www.noip.com/download?page=linux (สำหรับ Linux)
https://www.noip.com/download?page=mac  (สำหรับ Mac OSX)

อย่างในที่นี้ผมจะแนะนำติดตั้งบน Raspberry Pi ซึ่งเปิดทั้งไว้ทั้งวัน ได้สบายเลย เพราะกินไฟนิดเดียวเอง ไม่จำเป็นต้องเปิด PC/Notebook ทั้งไว้
วิธีการติดตั้งนั้น สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

จากนั้นทำการสร้าง file เพือให้ service no-ip มัน start ทุกครั้งเมือมีการ boot เข้า​ OS หรือ เปิดเครื่อง
โดยให้ทำการสร้างไฟล์ noip ใน /etc/init.d/

sudo vim /etc/init.d/noip

จากนั้นทำการ chmod และสั่งให้ service มันรันทุกครั้งที่มีการ reboot

เพื่อให้ชัวส์ ลองทำการตรวจสอบว่า status มัน run อยู่หรือป่าวโดยใช้คำสั่งนี้

กรณีต้องการที่จะถอนการติดตั้ง

จากนั้นให้ Login เข้า Router แล้วมองหาหัวข้อ Forward port บางรุ่นก็อาจจะเป็น Virsual Network หรือ NAT ก็ได้
แล้วทำการ Map IP ของเครื่อง Local และ Port ที่ต้องการเข้าถึงจากข้างนอกได้เลย
ตัวอย่างจากรูป ผมจะ forward port ให้วิ่งหาเครือง local ด้วย port 443 (HTTPS/SSL)
เวลาเข้าจากข้างนอก ก็สามารถใช้  mydomain.ddns.net:443  เป็นต้น

แถมๆ
สำหรับการ Forward port หรือ NAT นั้น บาง ISP (บางเจ้า) เค้าก็จะทำการ Blocked บาง port ไว้นะครับ
ถ้า forward ไม่ผ่าน ก็แสดงว่า อาจจะโดนผู้ให้บริการปิด port ดังกล่าวไว้ (เค้าปิดไว้ ก็เพราะเพื่อความปลอดภัยจากการโจมตีข้างนอกนั้นเอง)
อย่าง case ของผม ใช้ 3BB ที่ผมเคยเจอมา คือ ISP เค้าปิด port 80 และ 22, 23 ไว้ (ตอนแรก ผมก็งม ตั้งนาน ทำไง ก็เข้าข้างนอกไมได้)
สุดท้าย เลยตัดสินใจ โทรถาม call center ให้ตรวจสอบให้ ปรากฏว่า โดน ISP blocked ไว้จริงๆ นั้นเอง ^ ^”
จริงๆ เราสามารถแจ้งให้เค้าเปิดให้ได้ครับ ก็อ้างเหตุผลว่า เราต้องการเปิด server ที่บ้าน หรือต้องการติดต่อ service กับ local ip ข้างในก็ได้ 😉

อีกอย่าง ถ้าเปิดแล้ว แนะนำเปลี่ยน default password ของ router ด้วยนะ เพราะทุกคนสามารถเข้าถึง router ของเราจากข้างนอกได้
ระวังเดียวมีคนแอบ brutefore password router เราก็เป็นได้ อิอิ

ขอให้สนุกกับการทำ server ไว้ใช้ที่บ้านนะครับ

8/10/2563

แก้ปัญหา CentOS Ping ไม่เจอ Google.com

 ปัญหานี้ดุจดั่งเส้นผม บังภูเขา ผู้อ่านงมหาข้อมูลตลอดทั้งวันยังแก้ไม่ได้

ผลที่ตามมาคือ ไม่สามารถสั่ง Update package ของ Yum ได้หรือที่ร้ายสุดสั่งติดตั้ง Package ใด ๆ ไม่ได้เลย เป็นต้น

 

แก้ปัญหาได้แล้ว
จู่ ๆ ได้นึกขึ้นได้ลองปิด service iptables(firewall) และ service fail2ban(brute-force monitor) จึงแก้ปัญานี้ได้

Fixed of CentOS Can't Ping Google

วิธีปิดใช้คำสั่งดังนี้

service iptables stop
service fail2ban stop

 

หลักจากใช้ Yum update แล้วให้เปิดด้วยคำสั่งดังนี้

service iptables start
service fail2ban start

สำหรับคนที่ผ่านมาอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง บทความนี้สำคัญมากกับคนที่ต้องดูแล Server ตั้งค่าให้เว็บไซต์ทำงานได้

 

7/30/2563

สอนติดตั้ง VestaCP

Vesta Control Panel คือ?

Vesta เป็น Web Hosting Control Panel ประเภท Open Source อนุญาติให้เราดาวน์โหลดมาใช้ฟรีๆ เป็น CP ที่ติดตั้งได้ง่ายมากเมื่อเทียบกับ CP ตัวอื่นๆ และใช้ Native Package ทั้งหมดของ OS ซึ่งมีข้อดี คือ ถ้าหากต้องการอัพเดท Package สามารถใช้คำสั่ง yum update ได้ตามปกติ เพราะระบบไม่มีการแยก compile กับ OS แต่อย่างใด

Vesta Control Panel มีอะไรน่าสนใจบ้าง?

Web Server (Apache with Nginx as Reverse Proxy)
DNS server
Database Server
Mail Server
FTP Server
Nginx out of the box
SSL certificates & SNI
Wildcard support
Configuration Templates
DKIM support
Fast Backups
Easy update manager
System Monitoring
AntiSpam / Antivirus
WHMCS billing support
Simple and Clean GUI
Powerfull CLI & API
Secure Platform
GPL v3 License
Autoupdates

Vesta Control Panel รองรับระบบปฎิบัติการ(OS) อะไรบ้าง?

  • RHEL 5, RHEL 6
  • CentOS 5, CentOS 6
  • Debian 7
  • Ubuntu 12.04, Ubuntu 12.10, Ubuntu 13.04, Ubuntu 13.10, Ubuntu 14.04

ติดตั้ง Vesta Control Panel ผ่าน SSH

เนื่องจากเพิ่งได้ VPS ฟรี 2 เดือน มาลองใช้ จึงลองสร้าง Droplet และติดตั้งอิมเมท CentOS 6.5 x64 เพื่อใช้สำหรับทดสอบในครั้งนี้

1. ดาวน์โปรแกรม PuTTY เปิดโปรแกรมและพิมพ์หมายเลขไอพีของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของคุณ

putty-ssh

2. ล็อกอินเครื่องเซิร์ฟเวอร์และอัพเดทโปรแกรมที่เคยติดตั้งผ่าน yum
พิมพ์คำสั่ง yum update

3. ติดตั้งโปรแกรมพื้นฐาน
พิมพ์คำสั่ง yum install vim nano screen unzip zip curl wget dos2unix nc bc bind-utils -y

4. ดาวน์โหลดสคริปต์สำหรับการติดตั้ง
พิมพ์คำสั่ง curl -O http://vestacp.com/pub/vst-install.sh

5. เรียกใช้สคริปต์
พิมพ์คำสั่ง bash vst-install.sh

vestacp-setup

-แสดงหน้าจอยืนยันการติดตั้ง
พิมพ์คำสั่ง “Y”

-แสดงหน้าจอถามอีเมล
พิมพ์อีเมล์สำหรับรับชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน กด Enter

-แสดงหน้าจอถาม Hostname กด Enter

รอ…

6. หลังติดตั้งเสร็จ หน้าจอจะแสดงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน สำหรับล็อกอินเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งส่งไปยังอีเมลที่ระบุไว้ตอนต้นด้วย

vestacp-install-finish

7. เปิดเว็บไซต์แล้วล็อกอินเข้าสู่ระบบ ตามข้อมูลที่ได้รับทางอีเมล์หรือจากหน้าจอโปรแกรม PuTTY

vestacp-login

8.หน้าแรกของ VestaCP

Vesta Control Panel

CP มีเมนูเยอะใช้ได้เลย แต่ไม่น่าจะใช่เรื่องยากสำหรับการเรียนรู้ ลองเอาไปติดตั้งเล่นกันดูน่ะ ไปแล้ว…

ที่มา : http://www.vestacp.com

7/27/2563

การติดตั้ง CENTOS 8 สิ่งควรรู้ก่อนติดตั้ง CentOS 8 เซิร์ฟเวอร์ที่จะติดตั้ง เป็น BIOS หรือ UEFI

เซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่าที่เป็น BIOS จัดการดิสก์ แบบ Master Boot Record มี Primary
Partition, Extended Partition และ Logical Partition ข้อจำกัดคือแบ่งเป็น
Primary Partition ได้แค่ 4 พาร์ติชัน หาต้องการมากกว่านั้น ก็ต้องแบ่งเป็น
Extended Partition แล้วแบ่ง เป็น Logical Partition และจัดการดิสก์ได้ไม่เกิน 2 TB ส่วน UEFI ใช้ GPT (GUID Partition Table) ในการจัดการดิสก์
แบ่งพาร์ติชั้นได้ไม่จำกัดขึ้นกับ OS รองรับดิสก์มากกว่า 2 TB

ความต้องการขั้นต่ำในการติดตั้ง CentOS 8
CPU x86_64 ต้องการ RAM อย่างน้อย 1.5 GB แนะนำ 1.5 GB ต่อ CPU
พื้นที่ดิสก์ อย่างน้อย 10 GB แนะนำที่ 20 GB

หลักการแบ่งพาร์ติชันของ CentOS 8

ความจริงแล้วการติดตั้งลีนุกซ์โดยทั่วๆ ไปที่เป็น BIOS แค่มีพาร์ติชัน / (รูท) กับพาร์ติชัน swap ก็สามารถติดตั้งได้แล้วครับ ส่วน UEFI ก็จะมีพาร์ติชัน /boot/efi เพิ่มมา แต่ในการใช้งานจริงๆ มันมีทั้งการรักษาความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์ การทำดิสก์โควต้า เผื่อการแก้ปัญหาในอนาคต และอื่นๆ การมีแค่ 2 พาร์ติชันที่กล่าวมา ติดตั้งเล่นๆ ได้ แต่ไม่เหมาะกับนำไปใช้งานจริง ส่วนใครจะบอกว่าใช้อยู่ก็ใช้ได้ ก็ใช้ไปครับไม่มีปัญหาก็โชคดีไป การแบ่งพาร์ติชันเพื่อนำไปใช้งานจริง ผู้ติดตั้งจะต้องรู้ก่อนว่าเซิร์ฟเวอร์ที่เราติดตั้งใช้งานมีการเก็บข้อมูลที่ไหน จะได้แบ่งพาร์ติชันนั้นๆ
ให้มีพื้นที่มากพอสำหรับเก็บข้อมูล การเพิ่มขึ้นของข้อมูลจะได้ไม่มีผลกระทบกับพื้นที่ของระบบปฎิบัติการ เช่น Server เก็บข้อมูลที่ไดเรกทอรีไหน เช่น Webserver เก็บข้อมูลที่ /var/www/html MySQL หรือ MariaDB เก็บข้อมูลที่ /var/lib/mysql เราก็จะแบ่งพาร์ติชัน /var ออกมาต่างหาก หากให้บริการเก็บไฟล์ผ่าน SAMBA ก็แบ่ง /home แยกออกมา สำหรับ CentOS ก็เช่นกัน จะมีการแบ่งพาร์ติชันแบบอัตโนมัติมาให้ข้อดีคือสะดวก และง่ายในการติดตั้ง แต่ส่วนมากจะแบ่งพาร์ติชัน /home ไว้เป็นพาร์ติชันที่มีพื้นที่มากที่สุด หากใครทำเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้พื้นที่ที่ /home ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ได้ใช้พื้นที่ /home ก็โชคร้ายไปครับ เช่นติดตั้ง MariaDB แบ่งพาร์ติชันอัตโนมัติ แบ่งพาร์ติชัน /home ขนาด 450 GB พาร์ติชัน / ขนาด 50GB ที่เก็บข้อมูลของ MariaDB อยู่ที่ /var/lib/mysql ซึ่งอยู่ภายใต้พาร์ติชัน / ก็สามารถใช้งานได้ไม่ถึง 50 GB นั้น ส่วน 450 GB ก็แบ่งทิ้งไว้เฉยๆ แต่ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นก็สามารถย้ายที่เก็บข้อมูลของ MariaDB ไปไว้ใน /home ได้ แต่ไม่กล่าวถึงในที่นี้

นอกจากนั้นการแบ่งพาร์ติชันแบบอัตโนมัติ ก็ยังพาร์ติชันมาแบบ LVM (Logical volume management) ถ้าผู้ติดตั้งมีความรู้เรื่อง LVM สามารถบริหารจัดการได้ก็ไม่เป็นไรครับใช้งานได้มีประโยชน์ แต่อนาคตหากฮาร์ดดิสก์มีปัญหาขึ้นมา ผู้ดูแลไม่สามารถใช้งาน LVM ได้ก็เป็นปัญหาอีก

ความเห็นส่วนตัว สำหรับการทำเซิร์ฟเวอร์ทั่วๆไป และลีนุกซ์มือใหม่ คิดว่าแบ่งพาร์ติชันแบบ Standard และแบ่งเองให้เหมาะสมกับการใช้งานน่าจะเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับงาน ขึ้นกับขนาดของงานด้วย เพราะแต่ละเทคโนโลยีที่เขาทำมาให้เราใช้มันมีความเหมาะสมในตัวมันเอง ผู้ติดตั้งเท่านั้นที่จะรู้ว่าอะไรเหมาะสมกับงาน
และเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของผู้ติดตั้งเอง


พาร์ติชันของ CentOS ในคู่มือการติดตั้ง RHEL 8 ได้แนะนำการแบ่งพาร์ติชันที่เหมาะสมไว้ดังนี้

/boot พาร์ติชัน แนะนำขนาด 1 GB
/boot เป็นที่เก็บเคอร์เนล นั่นก็คือตัวระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ พาร์ติชันนี้แหละที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ลีนุกซ์บูทได้

/ (รูท) พาร์ติชัน ขนาด 10 GB
/ เป็นไดเรกทอรีสูงสุดของระบบ ทุกๆ ไฟล์ที่เราติดตั้งจะเก็บอยู่ภายใน / ยกเว้นพาร์ติชันที่แบ่งออกมา
แต่พาร์ติชันเหล่านั้นก็จะเมาท์อยู่ภายใต้ /

Linux Filesystem

บนระบบปฏิบัติการ Windows เราคงคงคุ้นเคยกับ ระบบไฟล์ FAT FAT32 NTFS บนระบบปฎิบัติการลีนุกซ์มีระบบไฟล์ เช่น Ext3 Ext4 GFS GFS2 XFS ซึ่งแต่ละระบบไฟล์ก็มีก็ดีข้อด้อยต่างกันไป ปัจจุบัน CentOS 8 ใช้ XFS เป็นระบบไฟล์ตั้งต้น

XFS File System
XFS File System


swap พาร์ติชัน

swap พาร์ติชันเป็น virtual memory พาร์ติชันนี้จะถูกใช้งานเวลาที่ RAM ไม่พอ หลักการแบ่งพาร์ติชัน swap ดังตาราง

ขนาด swap พาร์ติชันที่เหมาะสม
ขนาด swap พาร์ติชันที่เหมาะสม

ครั้งที่ผมอบรม RHCE ก็จะต้องมีการแบ่งพาร์ติชัน /tmp ออกมาด้วย ขนาด 256 MB แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะไม่มีการให้ความสำคัญกับการแบ่งพาร์ติชัน /tmp แยกออกมา รวมถึงระบบการแบ่งพาร์ติชันอัตโนมัติของ CentOS เอง