5/27/2552

ปัญหาแอคติเวต Windows Vista (error code 0x8004FE33)

ผู้ใช้ Windows Vista หรือ Windows Server 2008 บางท่านอาจจะประสบกับปัญหาในการทำแอคติเวต (Activate) โดยเมื่อพยายามทำการแอคติเวตจะประสบความล้มเหลวโดยวินโดวส์แสดงข้อความผิดผลาดอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ดังนี้

• Activation fails with error code 0x8004FE33.
โดยระบบจะทำการบันทึกเหตุการณ์ใน Application log เป็นหมายเลขเหตุการณ์ 8198 และ 1008 ดังนี้

Log Name: Application
Source: Software Licensing Service
Event ID: 8198
Level: Error Description: License Activation (SLUI.exe) failed with the following error code: 0x80004005

Log Name: Application
Source: Software Licensing Service
Event ID: 1008
Level: Error Description: Acquisition of Secure Processor Certificate failed. Status Code=hr=0x8004FE33

• Activation is not successful, and you are not prompted for credentials.

สาเหตุของความล้มเหลว
ปัญหานี้จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ที่ทำการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่านทางพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะต้องทำการล็อกออนเพื่อตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ (Authentication) ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ออกอินเทอร์เน็ตได้ โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการแอคติเวตจะไม่มีการแสดงอินเทอร์เฟชให้ผู้ใช้ทำการล็อกออน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ส่งผลให้การแอคติเวตล้มเหลว

วิธีการแก้ไข
วิธีการแก้ไขปัญหาการ แอคติเวตไม่ได้ สามารถทำได้หลายๆ วิธีดังนี้

วิธีที่ 1: ทำการแอคเซสอินเทอร์เน็ตก่อนทำการแอคติเวต โดยให้เลือกอ็อปชัน Remeber my password ในขั้นตอนการล็อกออนเพื่อตรวจสอบตัวตนก่อนออกอินเทอร์เน็ต ดังรูปด้านล่าง จากนั้นให้ทำการ แอคติเวต วินโดวส์อีกครั้ง

Remeber my password

วิธีที่ 2: ปิดการใช้งานฟีเจอร์ Basic authentication บนเครื่องพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ สำหรับวิธีการและขั้นตอนการทำนั้น จะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่นของโปรแกรมที่ใช้ ให้ศึกษาวิธีการจากคู่มือโปรแกรม

วิธีที่ 3: คอนฟิกพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ให้ยกเว้นการทำ Basic authentication สำหรับ URLs ต่างๆ ตามรายการด้านล่าง สำหรับวิธีการและขั้นตอนการทำนั้น จะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่นของโปรแกรมที่ใช้ ให้ศึกษาวิธีการจากคู่มือโปรแกรม ดังนี้

- http://go.microsoft.com/
- https://sls.microsoft.com/
- https://sls.microsoft.com:443
- http://crl.microsoft.com/pki/crl/products/MicrosoftRootAuthority.crl
- http://crl.microsoft.com/pki/crl/products/MicrosoftProductSecureCommunications.crl
- http://www.microsoft.com/pki/crl/products/MicrosoftProductSecureCommunications.crl
- http://crl.microsoft.com/pki/crl/products/MicrosoftProductSecureServer.crl
- http://www.microsoft.com/pki/crl/products/MicrosoftProductSecureServer.crl

วิธีการนี้ใช้ได้กับ
วิธีการในบทความนี้ สามารถนำไปใช้ได้กับระบบปฏิบัติการต่างๆ ดังนี้

- Windows Vista Home Basic
- Windows Vista Home Premium
- Windows Vista Ultimate
- Windows Vista Business
- Windows Vista Enterprise
- Windows Server 2008 Datacenter
- Windows Server 2008 Enterprise
- Windows Server 2008 for Itanium-Based Systems
- Windows Server 2008 Standard
- Windows Web Server 2008

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://support.microsoft.com/kb/921471


Activation fails error code 0x8004FE33

5/02/2552

ระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 Enterprise Edition และการปรับแต่งใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 Enterprise Edition และการปรับแต่งใช้งาน

ช่วงนี้ Microsoft ได้ทำการเปิดตัวระบบปฏิบัติการออกมาใหม่ คือ Windows Server 2003 โดยเป็นระบบปฏิบัติการ ที่เน้นการทำงานเป็นเครื่อง Server เป็นหลัก และได้มีการเปิดให้ทำการดาวน์โหลด เวอร์ชั่นทดลอง ให้ไปทดลองใช้งานกันได้ฟรี ๆ 180 วัน (จนถึงประมาณกลางปีนี้) ดังนั้น ใครสนใจอยากจะทดลอง ระบบปฏิบัติการตัวนี้ ก็ลองมาดูการดาวน์โหลด และเทคนิค การปรับแต่งต่าง ๆ กันดู


ก่อนอื่น ก็เข้าไปทำการลงทะเบียน เพื่อจะได้ลิงค์สำหรับดาวน์โหลดและ CD-Key ที่จะใช้ในการติดตั้งมาก่อน โดยสามารถหาได้จาก https://microsoft.order-5.com/windowsserver2003evaldl/ เลือกที่ Microsoft Windows Server 2003, Enterprise Edition (32-bit)



โดยให้เข้าไปทำการลงทะเบียน กรอกรายละเอียดต่าง ๆ และอีเมล์ที่ใช้งานได้ เพื่อรอรับลิงค์สำหรับการดาวน์โหลด และจะมี CD-Key ที่ใช้ในการติดตั้งให้มาในนั้นด้วย รอสักครู่ก็จะได้รับเมล์กลับมาครับ


หลังจากที่ดาวน์โหลดมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะได้ไฟล์ x09-22207.iso ซึ่งเป็นไฟล์ Image ของซีดี ที่สามารถนำไปเขียนลงแผ่นซีดี (หมายความว่าคุณจะต้องมีเครื่องเขียนแผ่นซีดีด้วย) หรือถ้าหากใครไม่มี CD Writer แต่อยากทดลองใช้ จะเปิดด้วยโปรแกรม WinISO หรือ Deamon Tools ก็ได้ โดยที่ไฟล์ในแผ่นนั้น ก็คือแผ่นซีดีสำหรับติดตั้ง คล้าย ๆ กับ Windows XP ทุกอย่างครับ ต่อไปก็เพียงแค่ทำการติดตั้ง Windows Server 2003 ลงไป โดยขั้นตอนเหมือนกับ การติดตั้ง Windows XP ทุกประการ ใช้ CD-Key ที่ได้รับมาจากอีเมล์นั่นแหละครับ ทำการติดตั้งไปให้เรียบร้อยก่อน


หน้าตาของการติดตั้ง Windows Server 2003 ครับ คล้าย ๆ กับการติดตั้ง Windows XP ทุกอย่าง



หลังจากที่ติดตั้งเรียบร้อย และบูตเครื่องมาใหม่ จะพบกับหน้าแรกของการ Logon ใช้งาน Windows ครับ



กด Ctrl + Alt + Del พร้อม ๆ กันเพื่อเข้าหน้าจอของการใส่ username และ password ครับ ใส่ระหัสผ่านที่กำหนดไว้ ในขั้นตอนการติดตั้งลงไป หรือถ้าไม่ได้กำหนดรหัสผ่าน ก็กด OK ได้เลย



ครั้งแรกที่เข้า Windows จะมาที่หน้าจอของการตั้งค่า Server ครับ กดปิดไปได้เลย หรือถ้าไม่ต้องการให้มีการแสดงหน้าจอนี้ ก็เลือกที่ปุ่มด้านล่างซ้ายมือได้



เมื่อเข้ามาหน้าจอของ Windows ครั้งแรก ก็จะคล้าย ๆ กับ Windows XP คือจะมีไอคอนของ Recycle Bin อันเดียว ลองมาทำการกำหนด ค่าการแสดงผลของหน้าจอ Desktop กันก่อน โดยกดเมาส์ขวาที่หน้าจอ เลือกที่ properties เพื่อปรับเปลี่ยนการแสดงผลครับ



เลือก Desktop Background เป็น Windows Server 2003 และที่ปุ่ม Customize Desktop ก็เลือกให้แสดง My Document, My Network Places, My Computer และ Internet Explorer ครับ


เอาหละครับ ได้แล้ว หน้าตาของ Windows Server 2003 ครับ สวยงามไม่น้อยทีเดียว



ก่อนอื่น มาลองสำรวจหน้าตาของเมนูต่าง ๆ กันก่อน ส่วนมากจะคล้ายกับ Windows XP มาก แต่พอทำการ Shutdown ก็จะพบกับหน้าต่างที่ ดูแปลกออกไป คือ ทุกครั้งก่อนที่จะทำการ Shutdown จะต้องบอกสาเหตุด้วยเสมอครับ จึงจะทำการ Shutdown ได้



ตอนนี้ก็เสร็จในส่วนของการติดตั้งปกติแล้วครับ ต่อไปก็เป็นการปรับแต่งค่าต่าง ๆ เพื่อให้ Windows 2003 น่าใช้งานมากขึ้นอีกหน่อย


การปรับแต่ง Windows Server 2003 ให้ใช้งานได้คล่องตัวมากขึ้น


เอาหละครับ ต่อไปเป็นเทคนิคการปรับแต่งระบบ Windows Server 2003 ให้สามารถทำงานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น อย่างที่ได้บอกไว้แล้ว ว่าระบบปฏิบัติการตัวนี้ เน้นการทำงานในรูปแบบของ Server มากกว่าที่จะเป็น Desktop ธรรมดาทั่วไป ดังนั้น หากต้องการให้เครื่องสามารถ ดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมส์ได้เต็มที่ ก็ต้องมีการปรับแต่งกันนิดหน่อยก่อนครับ


การปรับแต่งระบบการแสดงผลของการ์ดจอ


โดยกดเมาส์ขวาที่หน้าจอ เลือก properties และ Setting >> Advanced >> Troubleshoot ปรับค่าของ Hardware acceleeator ให้อยู่ในตำแหน่งขวามือสุดหรือ Full ครับ แล้วกดที่ OK จนกลับไปหน้าจอ Desktop



จากนั้น ที่เมนู Start Menu ตรงช่อง Run พิมพ์คำว่า dxdiag และกด Enter และเลือกที่ป้าย Display จะเห็นว่า DirectDraw Acceleration จะเป็น Disable อยู่ ก็ทำการกดที่ปุ่ม Enable ให้เรียบร้อยซะก่อน เสร็จแล้วกดที่ปุ่ม Exit ครับ



การปรับแต่ง Performance ของระบบ


ต่อไป ก็ทำการปรับแต่ง Performance ของระบบ โดยกดเมาส์ขวาที่ไอคอน My Computer บนหน้าจอ เลือกที่ properties เลือกที่ Advance >> Performance Setting >> Advanced เปลี่ยนที่ช่อง Adjust for best processor of และ Adjust for best performance of ให้เป็นที่ Programs แทน Background service ครับ แล้วกดที่ OK



การปรับแต่งและเปิดการใช้งาน Service ต่าง ๆ


ต่อมา เป็นการเปิดใช้งานระบบ Themes โดยเข้าที่ Control Panel >> Administrative Tools >> Service >> Themes ดับเบิลคลิกเข้าไปที่ Themes และเปลี่ยนช่อง Startup Type ให้เป็น Automatic แล้วกด OK ครับ



ที่จุดเดียวกันนี้ ก็ต้องทำการเปิด Service ของระบบเสียงด้วย โดยเลือกช่อง Service ของ Windows Audio และดับเบิลคลิกเข้าไป ทำการเปลี่ยน Startup Type ให้เป็น Automatic ด้วยและกด OK



การปรับแต่งการใช้งานการ์ดเสียงให้มีประสิทธิภาพเต็มที่


ต่อไปก็ทำการปรับแต่งระบบเสียง โดยเข้าไปที่ Control Panel >> Sound and Audio Device ที่ด้านล่างใต้ช่อง Speaker Setting กดที่ปุ่ม Advanced เลือกที่ Performance และเปลี่ยนช่อง Hardware accelerator ให้ไปทางขวามือสุดครับแล้วกด OK



การปรับแต่งระบบความปลอดภัยของ Internet Explorer


เนื่องจาก IE6.0 ที่มีติดมากับ Windows Server 2003 จะมีการตั้งค่าของระบบความปลอดภัยไว้สูงสุด ซึ่งถ้าหากนำมาใช้เล่นเน็ต จะพบปัญหาต่าง ๆ ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเข้าเว็บไซต์ที่มีการใช้งาน cookies เช่น hotmail ดังนั้น ต้องทำการปรับ ระดับความปลอดภัยของ IE ลงมาให้น้องกว่าปกติสักระดับหนึ่ง โดยเปิด IE ขึ้นมา เลือกที่เมนู Tools >> Internet Options >> Security และเลื่อนแถบ Security Level ให้เป็น Medium ครับ



การปรับแต่ง เพื่อให้เข้า Windows ได้ทันทีโดยไม่ต้อง Logon ให้เสียเวลา


ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง จะต้องทำการกด CTRL+ ALT+DEL ก่อนเสมอ และใส่ username กับ password จึงจะสามารถ Logon เข้าใช้งาน Windows 2003 ได้ หากต้องการให้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว สามารถเข้าใช้งาน Windows ได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการ Logon ก็สามารถทำได้ดังนี้


เริ่มต้นจากเอาหน้าจอการ Logon ออก โดยเข้าที่ Control Panel >> Administrative Tools >> Local Security Policy ทางขวามือเลือก Interactive Logon: Do not require CTRL + ALT + DEL ดับเบิลคลิกและเปลี่ยนเป็น Enable แล้วกด OK ครับ



จากนั้น ปรับแต่งให้ระบบทำการ Logon เข้า Windows ทันที โดยไม่ต้องใส่ Password เริ่มต้นจาก ที่ Start Menu >> Run พิมพ์คำว่า rundll32 netplwiz.dll,UsersRunDll (ระวังเรื่องการเว้นวรรคให้ดีนะครับ) และกด Enter จากนั้น เอาเครื่องหมายถูกหน้าช่อง Users must enter a user name and password to use this computer ออกไปและกดที่ปุ่ม Apply ด้านล่าง


จะได้หน้าต่างของการใส่ Password ของ Administrator ให้ใส่ Password ของ Admin ที่ตั้งไว้ลงไป และกดปุ่ม OK ครับ



ทดลอง Restart เครื่องใหม่ ถ้าทำถูกต้อง ก็จะเข้ามาหน้าจอของ Windows ได้เลยโดยไม่ต้องใส่ password ครับ


การปรับแต่งหน้าต่างการ Shutdown ให้เป็นแบบปกติเหมือน Windows ตัวอื่น ๆ


บางที การที่จะต้อง Shutdown แล้วต้องคอยใส่สาเหตุของการ Shutdown ทุกครั้งที่น่าเบื่อเหมือนกัน คราวนี้มาดูขั้นตอนการ เปลี่ยนหน้าตาของเมนูการ Shutdown ให้เป็นแบบ Windows รุ่นเก่า ๆ ดีกว่า เริ่มต้นจากที่ Start >> Run พิมพ์คำว่า MMC และกด Enter จากนั้น ที่เมนู File เลือก Add/Remove Snap-in... กดที่ปุ่ม Add >> Group Policy Object Editor กดที่ปุ่ม Add ตามตัวอย่างภาพด้านล่างนี้



เมื่อกด Add แล้วจะมีช่อง Local Computer ก็กดที่ปุ่ม Finish และ Close และ OK จากนั้น ก็กลับมาเลือกที่ Local Computer Policy ทางซ้ายมือ เลือกที่ Computer Configuration >> Administrative Templates >> เลือกที่โฟลเดอร์ System และเลือกดับเบิลคลิกที่ Display Shutdown Event Tracker ทางขวามือจะได้ตามภาพด้านล่าง



เลือก Disabled และกดปุ่ม OK จากนั้นก็ออกจากหน้าต่างนี้ได้เลย จากนั้น ก็ทดลองทำการ Shutdown ดูครับ จะได้หน้าจอที่เปลี่ยนแปลง ไปแล้ว และไม่ต้องใส่สาเหตุของการ Shutdown อีกต่อไป



การปรับแต่งระบบ ให้ทำงานเร็วขึ้นในส่วนอื่น ๆ


ทำการปิดส่วนของ Error Report โดยเข้าที่ Control Panel >> System >> Advanced >> Error Reporting เลือกให้เป็น Disable error reporting แล้วกด OK



ทำการปิดส่วนของ Automatic Update โดยเข้าที่ช่อง Automatic Update และเอาเครื่องหมายถูกอกไปตามภาพด้านล่าง



ปิดระบบ Remote Control โดยเอาเครื่องหมายถูกออกไป ตามภาพด้านล่างนี้ เสร็จแล้วกด OK ครับ



เรียบร้อยครับ ก็ทดลองใช้งานกันดูเอง บางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ ไม่ว่ากันอยู่แล้วครับ ผมก็ขอจบการแนะนำ Windows Server 2003 ไว้แค่นี้ครับ


ข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่คิดจะใช้งาน Windows Server 2003


1. ต้องเข้าใจก่อนว่า Windows 2003 ชื่อก็บอกว่าเป็น Server ครับ อาจจะไม่เหมาะกับการใฃ้งานทั่วไปนัก
2. ข้อดีของ Windows 2003 คือความสเถียรที่มีค่อนข้างมาก แทบจะไม่ต้องบูตเครื่องใหม่ ระหว่างการใช้งานเลย
3. หลายคนบอกว่า Windows 2003 ไม่เหมาะกับการเล่นเกมส์ แต่ผลการทดสอบ 3DMark ได้คะแนนเท่ากับ Windows XP
4. Driver ส่วนมากจะใช้ driver ของ 2K/XP ได้เลย เท่าที่ทดลอง จะมีอุปกรณ์บางชิ้นเท่านั้น ที่ต้องใช้ driver ของ 2003
5. โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ใช้ได้คือ Norton Antivirus Corporation Edition ส่วน McAfee, PC-Cillin ปกติใช้ไม่ได้
6. ไฟล์ที่ดาวน์โหลดจาก microsoft จะเป็นรุ่นทดลองใช้งาน เท่าที่ทราบยังไม่มีวิธีการทำให้ใช้งานได้ตลอดไปครับ
7. ข้อมูลเพิ่มเติมจากข้อ 6. สำหรับคนที่คิดจะแคร็ก LH-Net-XP-Crack ใช้ไม่ได้และ Reset 5.02 ก็ไม่ได้ผลนะครับ


5/01/2552

เพิ่มสัญญาณWireless !!สุดยอดมากๆ

เพิ่มสัญญาณWireless !!สุดยอดมากๆ

เพิ่มสัญญาณไวร์เลส ด้วยจานรับจาก Chinese Cookware
พอดีเปิดไปเจอเว็บสอนโมดิฟาย ไวร์เลสแบบ USB Adapter
อุปกรณ์ที่ต้องมี
สิ่งที่ต้องมี
1.ไวร์เลสแบบ USB
2.กระชอนอะลูมิเนียมเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 "
3.เครื่องไม้เครื่องมือ
ผลที่ได้คือสัญญาณจะแรงขึ้นจากเดิม 10-15 DBm ครับ
Note.สำหรับท่านที่หา กระชอนอะลูมิเนียมไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับให้ใช้ฟอยด์ห่อด้านหลังกระชอนแทน คุณสมบัติของอะลูมิเนียมและฟอยด์คือสามารถสะท้อนคลื่นได้ดังนั้นก็เลือกใช้เอานะครับ ถ้าใช้ฟอยด์ก็ได้ถูกดี แต่ใช้กระชอนอะลูมิเนียมจะมีราคาแพงหน่อย
การออกแบบจานรับภาพการคำนวนออกแบบจาน
1.หาจุด Facal Point คือจุดที่ USB Adapterของเราอยู่ห่างจากจานโดยใช้
fc=D2/16c
fc คือ Facal Point
D2 เส้นผ่านศูนย์กลางยกกำลังสอง
c ระยะลึกของจาน
2.เมื่อเราเอา f/D แล้วจะได้ Ratio ออกมาซึ่งอยู่ในช่วง 0.25 -0.55 ถือว่าใช้ได้ สำหรับ 2.4 Ghz Parabola

อธิบายการหาจุด Facal Point

เมื่อคำนวณอะไรเรียบร้อยหมดแล้วก็เจาช่องตรงกลางแล้วเอา USB เสียบไปตรงกลางอันนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือทางด้านช่างครับ
และก็ลองวัดสัญญาณดูครับ โดยใช้โปรแกรมฟรีจาก
http://www.netstumbler.com/
ข้อมูลจากเว็บ

ดูตัวที่ฝรั่งที่เค้าทำได้ที่เว็บนี้ครับ

http://www.usbwifi.orcon.net.nz/






f

ก

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.metacafe.com/watch/1017644/hack_wifi/
http://www.smorty71.com/2005/02/diy-wifi-antenna.html
http://www.uberreview.com/2007/02/super-cantenna-directional-wi-fi-antenna.htm
http://www.stmug.com/Meetings/2006/June06.html
http://202.151.178.27/network/view.php?ID=583

4/30/2552

Windows Server: Event Log Solution เก็บ Log ง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายสักบาท

Windows Server: Event Log Solution เก็บ Log ง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายสักบาท


สวัสดีครับ ห่างหายไปนานเลยเรื่องบทความ พอดีไปเรียนมาครับ ติดงานเยอะด้วย ตอนนี้พอจะว่าง จะรีบ ๆ ปั่นบทความมาแจกกันอ่านให้เยอะ ๆ นะครับ เป็นกำลังใจให้ด้วยละกันครับผม

สืบเนื่องมาจากกระแสการเก็บ Logs ตาม พรบ กำลังมาแรง

บทความข้างล่างต่อไปนี้เป็นบทความที่ช่วยให้เราสามารถเก็บ Server LOG ไฟล์ได้ตาม พรบ โดยให้ windows มัน Auto ทำให้ ผมทดสอบพร้อมกับใช้งานจริงมาแล้ว Work ! ! ! ครับผม

หมายเหตุ * * 1. โปรดพิจารณาในการเอาไปใช้ นะครับ บทความนี้เกิดจากประสบการณ์ของผมคนเดียว
2. การทำตามด้านล่างนี้มีความเสี่ยงด้านการแก้ไขระบบ ควรทำการ Backup ทุกอย่างของคุณไว้ก่อนเสมอก่อนที่จะทำตาม
3. การตั้งค่าแบบนี้เป็นการเก็บ Logs ตาม พรบ เฉพาะด้าน Logs ของ Server ไม่เกี่ยวกับ Traffic Logs แต่อย่างได

หลักการในการทำงานของ Solution ผมคือ

1 สั่ง audit ให้ระบบ server ทำการเก็บ log ให้พอเพียงกับที่ขอบเขตที่ พรบ ต้องการ
2 ทำการย้ายพื้นที่ในการเก็บ Log ของ windows ไม่ให้ไปกองไว้ที่เดียวกับ system drive (เนื่องจากเราต้องเก็บไว้อย่างน้อง 90 วันบางทีอาจจะทำให้ system drive เต็ม) ควรหา disk ที่ว่าง ๆ เอาไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
3. ปรับแต่งค่าใน Windows เพื่อให้มันทำการ auto backup ไว้เป็น archive ให้เรา
4 (Option) ตั้งค่าการ Backup ด้วย Windows Backup อีกรอบเก็บไว้ยัง Media อื่น ๆ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ (หากอ่านข้อความด้านล่างไม่เข้าใจ แนะนำให้ ๆ ๆ ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นทบทวนหลักการอีกรอบครับ)

1.ตั้ง Audit Policy ให้กับ Server เพื่อให้เก็บเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นพอที่จะไปเป็นหลักฐานทางด้าน IT ได้

หาก Server เป็น Domain Controller ให้เปิด Domain controller Security




หากเป็น Server ธรรมดา ให้พิมพ์ command ที่ Run >> secpol.msc จะเจอหน้าตาเหมือนกันดังรูป




หน้าจอ Audit Policy สั่ง Audit Policy ให้เหมือนกับรุปที่อยู่ด้านล่าง




สั่งให้ computer ทำการเก็บ Logs files ไว้ที่ Harddisk ที่มีความจุเยอะ ๆ (ในที่นี้ใช้เป็น D:\)

วิธีทำ

- พิมพ์ command ที่ Run >> regedit,
- ที่ Registry HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\Eventlog
คลิ๊กที่ subkey ต่าง ๆ ที่อยุ่ใน Event viewer เช่น Application.
- ด้านขวามือหาคำว่า File
- แก้ไข Path จัดเก็บให้เรียบร้อย (เป็น path ที่เรียกเต็ม ๆ เช่น d:\eventlogs\ appevent.evt)
- ทำซ้ำให้ครบทุก Event Viewer ที่ต้องการแก้ไข path หลัก ๆ ก็มีดังรุปที่อยู่ด้านล่าง
- สั่งรีสตาร์ทเครื่องเพื่อให้มีผล




4. หลังจากที่ ทำการ รีสตาร์ทเครื่องแล้วให้ไปเพิ่ม option เพื่อให้มันทำการ auto backup ให้เราครับ ทำโดยการแก้ไข registry ที่เดิมครับโดยจากเดิมเปลี่ยนที่ option “File” คราวนี้เรามาเปลี่ยน Option “AutoBackupLogFiles” จากค่า 0 ให้เป็น 1 ครับ



5.หลังจากนั้นให้รีสตาร์ทเครื่องอีกทีครับ

6.จากนั้นให้เรามาปรับแก้ไขค่า Default Size ของ Event Viewer ในแต่ละอันให้เหมาะสมจากรูป หาก Security Logs มันเต็มที่ 131 MB ระบบจะทำการ Auto Backup ออกมาเป็น ไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า Archive-xxxxxxx เองโดยอัตโนมัติ

*** อย่าลืมตั้งค่า ติ๊กไว้ตรงช่อง Do not Over write (Clear Log Manual นะครับ) ตามรูปครับตามรูป






เพียงเท่านี้เราก็ไม่ต้องกังวลแล้วครับว่า Logs จะเต็มหรือถูกลบทิ้งไปเนื่องจากมันทำการ Archive ให้โดยอัตโนมัติที่เหลือก็คื่อทำการ zip ไว้หรือว่าทำการจัดเก็บลงเทปเพื่อความปลอดภัยอีกรอบ

ลองทำดูครับง่าย ๆ เพียงพอต่อความต้องการขององค์กรขนาดเล็ก-กลาง ครับไม่ต้องไปซื้อ Solution ให้เสียเวลา ทำเองแบบนี้พอเพียง เพียงพอแล้วขอรับ


มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ติติงกันได้นะครับผม ขอบคุณครับ กำลังทะยอยเขียนอีก version นึงครับ รอสักครู่



7. เพิ่มเติมครับเพิ่มเติม หลังจากการตีความ พรบ ว่า Logs ไฟล์นั้น Administrator ห้ามแก้ไข ดังนั้นเราต้องไปเซ็ตค่าเพิ่มอีกนิดครับโดยการเข้าไปเซต Security Permission ของ Logs ที่เราแก้ไขค่าไป โดยทำการ Modify ให้ Administrator มีสิทธิ์แค่ Read ครับ แค่นี้ก็ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ได้แล้วว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไขอะไร


4/26/2552

การติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V

การติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V
การติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V นั้น มีขั้นตอนเหมือนกับการติดตั้ง Role อื่นๆ อย่างไรก็ตาม Hyper-V นั้นเป็นเทคโนโลยีแบบ 64-bit ซึ่งจะมีให้เลือกติดตั้งได้เฉพาะบนระบบ Windows Server 2008 และระบบฮาร์ดแวร์แบบ 64-bit เช่นเทคโนโลยี Intel VT หรือ AMD-V เท่านั้น

ข้อควรทราบ:
ด้วยสาเหตุต่างๆ หลายประการ ทำให้ไมโครซอฟท์พัฒนา Hyper-V เสร็จช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้เวอร์ชันของ Hyper-V ที่ออกมาพร้อม Windows Server 2008 นั้นยังเป็นเวอร์ชัน Pre-Release ดังนั้น ก่อนทำการติดตั้ง Hyper-V ต้องทำการติดตั้งอัพเดทที่ชื่อ Hyper-V Update for Windows Server 2008 x64 Edition (KB950050) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://support.microsoft.com/kb/950050 และทำการดาวน์โหลดไฟล์อัพเดทที่เว็บไซต์ http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?FamilyId=F3AB3D4B-63C8-4424-A738-BADED34D24ED&displaylang=en หลังจากดาวน์โหลดเสร็จแล้วให้ทำการติดตั้งโดยการดับเบิลคลิกไฟล์ Windows6.0-KB950050-x64.msu เมื่อระบบทำการติดตั้งอัพเดทแล้วเสร็จให้ทำการรีสตาร์ทระบบหนึ่งครั้ง ซึ่งหลังจากระบบรีสตาร์ทเสร็จจะทำการคอนฟิกระบบและทำการรีสตาร์ทระบบเองอีกหนึ่งครั้ง เมื่อการติดตั้งอัดเดทเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ทำการติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V ตามขั้นตอนด้านล่าง

ขั้นตอนการติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V
การติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V ให้ทำการล็อกออนเข้าเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์กลุ่ม Administrator จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. เปิด Server Manager โดยการคลิก Start คลิก Server Manager ดังรูปที่ 1


รูปที่ 1 Server Manager

2. ในหน้าต่าง Server Manager ให้เลื่อนลงไปยังส่วน Roles Summary จากนั้นคลิก Add Roles


รูปที่ 2 Roles Summary

3. ในหน้า Berfore You Begin ให้คลิก Next
4. ในหน้า Select Server Roles ให้คลิก Hyper-V ดังรูปที่ 3 แล้วคลิก Next


รูปที่ 3 Select Server Roles

5. ในหน้า Hyper-V ให้คลิก Next
หมายเหตุ: ให้ตรวจสอบคอนฟิก BIOS ของเครื่องว่ารองรับการใช้งาน Hyper-V หรือไม่

6. ในหน้า Create Virtual Networks ให้เลือก Ethernet Card ที่ต้องการใช้เป็น Virtual Networks เสร็จแล้วคลิก Next


รูปที่ 4 Create Virtual Networks

7. ในหน้า Confirm Installation Seclection ให้ตรวจสอบการเลือกค่าต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ เสร็จแล้วคลิก Install


รูปที่ 5 Confirm Installation Seclection

8. รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ จากนั้นในหน้า Installation Results ให้คลิก Close
9. ในหน้า Do you want to restart now? ให้คลิก Yes เพื่อทำการรีสตาร์ทระบบ จากนั้นรอจนระบบพร้อมใช้งาน


รูปที่ 6 Do you want to restart now?

10. เมื่อระบบพร้อมใช้งาน ให้ทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ที่ทำการติดตั้ง Hyper-V จากนั้นวินโดวส์จะทำการคอนระบบต่อ เมื่อเสร็จแล้วจะแสดงหน้า Installation Results ดังรูปที่ 7 จากนั้นให้ Close เพื่อจบการติดตั้ง Hyper-V


รูปที่ 7 Installation Results

หมายเหตุ:
ในการติดตั้ง Windows Server 2008 Hyper-V นั้น ระบบจะทำการติดตั้ง Hyper-V Manager ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการจัดการTools โดยอัตโนมัติ อ่านรายละเอียดวิธีการใช้งานได้ที่ Hyper-V Server Configuration (ThWAB)


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• ดาวน์โหลด Microsoft Hyper-V Server 2008 (ThWAB)
• โฮมเพจ Hyper-V Server 2008
• โฮมเพจ Hyper-V Server 2008 FAQs
• โฮมเพจ Microsoft Hyper-V Server 2008 Configuration Guide


Windows Server 2008 Hyper-V Installation

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.

Configure IP Address บน Hyper-V Server

Configure IP Address บน Hyper-V Server
การคอนฟิกระบบ Netwotk นั้นเป็นงานหนึ่งที่แอดมินทั้งหลายต้องทำอยู่บ่อยๆ เช่น การตั้งค่า IP address การตั้งค่า DNS Server เป็นต้น โดยทั่วๆ ไปการตั้งค่าจะกระทำผ่านทางอินเทอร์เฟชแบบกราฟิก แต่บน Hyper-V Server นั้นการคอนฟิกระบบ Netwotk จะทำจากหน้าต่าง Hyper-V Configuration ตามขั้นตอนดังนี้

Hyper-V Configuration
Hyper-V Configuration

ขั้นตอนที่ 1. ในหน้าต่าง Hyper-V Configuration ให้พิมพ์เลข 3 แล้วกด Enter
ขั้นตอนที่ 2. ในหน้า Network Settings ให้เลือก Network Adapter ที่ต้องการจากคอลัมน์ Index
ตัวอย่างเช่น Index 0 ก็ให้พิมพ์เลข 0 แล้วกด Enter

ขั้นตอนที่ 3. ในหน้า Network Adapter Settings ให้เลือกตัวเลือกที่ต้องการโดยการพิมพ์ตัวเลขเสร็จแล้วกด Enter
โดยมีตัวเลือก 4 ตัว ดังนี้
1 = Set Network Adapter IP Address
2 = Set DNS Server
3 = Clear DNS Server Settings
4 = Return to Main Menu

ขั้นตอนที่ 4. หากเลือก 1 หรือ 2 ในขั้นตอนที่ 3 ก็ให้ป้อนค่าต่างๆ ให้ครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 5. เมื่อทำการป้อนค่าต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วให้เลือกตัวเลือกที่ 4 เพื่อกลับไปยังเมนูหลัก


Copyright © 2009 All Rights Reserved.

Windows Server 2008 Active Directory Domain Services

การติดตั้ง Active Directory Domain Services บน Windows Server 2008
1. การวางแผนการติดตั้ง Active Directory
ก่อนการติดตั้ง Active Directory บนเครื่อง Windows Server 2008 นั้น แอดมินจะต้องวางแผนการติดตั้งว่าจะมีลักษณะแบบใด และต้องเตรียมข้อมูลพื้นฐานของระบบเครือข่าย เช่น หมายเลขไอพีและซับเน็ตมาสก์ที่ใช้ หมายเลขไอพีของ DNS Server หมายเลขไอพีของดีฟอลท์เกตเวย์ (Default Gateway) และในกรณีที่เราไม่ได้ดูแลระบบเองทั้งหมด ก็ต้องประสานงานกับแอดมินที่เป็นผู้ดูแลระบบเครื่องเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ หรือผู้ดูแลระบบเครือข่ายเพื่อทำการคอนฟิกในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น DNS เซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น โดยก่อนทำการติดตั้ง Active Directory บนเครื่อง Windows Server 2008 ให้วางแผนหรือเตรียมข้อมูลต่างๆ ดังนี้
- ชื่อของ Domain Name และ Child Domain name
- ติดตั้งเป็น New Forest หรือ Existing Forest
- ติดตั้งเป็น New Domain ใน Existing Forest หรือเป็น New Child Domain ใน Existing Forest
- หมายเลข IP Address สำหรับเซิร์ฟเวอร์ทุกตัว
- หมายเลข Subnet Mask
- IP Address ของดีฟอลท์เกตเวย์
- IP Address ของ DNS เซิร์ฟเวอร์

หมายเหตุ:
ในกรณีที่ทดลองติดตั้งActive Directory บนเครื่อง Windows Server 2008 ในระบบเครือข่ายตนเองสามารถกำหนดค่าต่างๆ ได้ตามความต้องการ

ดำเนินการติดตั้ง Active Directory บนเครื่อง Windows Server 2008
หลังจากติดตั้ง Windows Server 2008 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนดำเนินการติดตั้ง Active Directory ให้ทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าการคอนฟิกต่างๆ ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้ทำการล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นโลคอลแอดมิน โดยดีฟอลท์นั้นวินโดวส์จะเปิดหน้าต่าง Initial Configuation Tasks ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือแอดมินในการเริ่มต้นการจัดการ Windows Server 2008 ในด้านต่างๆ เช่น Config Networking, Adding Roles, Add Features และ Configure Windows Firewall เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ Server Manager (แสดงไอคอนอยู่บน Taskbar) ซึ่งเป็นเครื่องมือแอดมินในการจัดการเซิร์ฟเวอร์แบบรูทีน

ขั้นตอนการติดตั้ง Active Directory และ Domain Controller
ในบทความนี้ผมจะแสดงถึงขั้นตอนการติดตั้ง Active Directory ซึ่งเป็นการติดตั้ง Windows Server 2008 เป็นโดเมนคอนโทรลเลอร์ใน New Domain และ New Forest โดยมีขั้นตอนดังนี้

การติดตั้ง Active Directory แบบ New Domain และ New Forest นั้นมีขั้นตอนดังนี้
1. ทำการล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยยูสเซอร์ที่เป็นโลคอลแอดมิน จากนั้นดำเนินการข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
1.1 ในหน้าต่าง Initial Configuation Tasks ให้คลิกที่ Add roles

Add Roles (ICT)
Add Roles (Initial Configuration Tasks)

1.2 ในหน้าต่าง Server Manager ในส่วนเนวิเกตให้คลิกที่ Roles จากในหัวข้อ Role Summary คลิกที่ Add roles

Add Roles (Server Manager)
Add Roles (Server Manager)

2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Before You Begin ให้คลิก Next

Before You Begin
Before You Begin

3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Select Server Roles ให้คลิกเลือกเช็คบ็อกซ์ Active Directory Domain Services เสร็จแล้วคลิก Next

Select Server Roles
Select Server Roles

4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Active Directory Domain Services ให้คลิก Next
5. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Confirm Installation Selections ให้คลิก Install

Confirm Installation Selections
Confirm Installation Selections

6. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Active Directory Installation Wizard ให้คลิก Next
7. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Installation Progress ให้รอจนการทำงานแล้วเสร็จ
8. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Installation Results ให้คลิก Close the wizard and luanch the Active Directory Domain Services Installation Wizard เพื่อรันคำสั่ง dcpro หรือคลิก Close แล้วทำการรันคำสั่ง dcpro แบบแมนนวล

Installation Results
Installation Results

9. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Welcome to Active Directory Domain Services Installation Wizard ให้คลิก Next

AD Domain Services Installation Wizard
Welcome to AD Domain Services Installation Wizard

10. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Operating System Compatibility ให้คลิก Next

Operating System Compatibility
Operating System Compatibility

11. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Choose a Deployment Configuration ให้เลือกเป็น Create a new domain in a new forest เสร็จแล้วคลิก Next

Choose a Deployment Configuration
Choose a Deployment Configuration

12. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Name the Forest Root Domain ให้ป้อนชื่อเต็มของ Domain ในช่อง FQDN of the forest root domain เสร็จแล้วคลิก Next

Name the Forest Root Domain
Name the Forest Root Domain

13. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Set Forest Functinal Level ให้เลือกระดับที่ต้องการจากดร็อปดาวน์ลิสต์ (มีให้เลือก 3 ระดับคือ Windows 2000, Windows Serve 2003 และ Windows Server 2008 ในที่นี้เลือกเป็น Windows Server 2003) เสร็จแล้วคลิก Next

หมายเหตุ: การเลือกในขั้นตอนนี้จะมีผลกับตัวเลือกในขั้นตอนต่อไป


Forest Functinal Level

14. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Set Domain Functinal Level ให้เลือกระดับที่ต้องการจากดร็อปดาวน์ลิสต์ (มีให้เลือก 2 ระดับคือ Windows Serve 2003 และ Windows Server 2008 ในที่นี้เลือกเป็น Windows Server 2003) เสร็จแล้วคลิก Next

Set Domain Functinal Level
Domain Functinal Level

15. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Additional Domain Controller Options ให้เลือกค่าที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก Next (ในที่นี้เลือกตามค่าดีฟอลท์)
16. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Active Directory Domain Services Installation Wizard ให้คลิก Yes เพื่อไปยังขั้นตอนต่อไป

AD Domain Services Installation Wizard
AD Domain Services Installation Wizard

17. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Location of Database. Log Files. and SYSVOL ขอแนะนำให้ใช้ค่าที่วินโดวส์กำหนดให้ แต่หากต้องการกำหนดค่าเองก็สามารถทำได้โดยป้อนค่าที่ต้องการในช่อง Database folder, Log folder และ SYSVOL folder เสร็จแล้วคลิก Next

Location of Database. Log Files. and  SYSVOL
Location of Database. Log Files. and SYSVOL

18. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Active Directory Services Restore Mode Administrator Password ให้ป้อนพาสเวิร์ดที่ต้องการในช่อง Restore Mode Password และ ในช่อง Confirm password เสร็จแล้วคลิก Next

AD Services Restore Mode Administrator Password
AD Services Restore Mode Administrator Password

19. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Summary ให้คลิก Next

หมายเหตุ: สามารถทำการส่งออกการกำหนดค่าได้โดยการคลิกที่ Export settings

Summary
Summary

20. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Active Directory Domain Services Installation Wizard ให้รอจนระบบจะทำการติดตั้ง Active Directory แล้วเสร็จ

หมายเหตุ: หากต้องการให้ระบบทำการรีสตาร์ทโดยอัตโนมัติให้คลิกเลือกเช็คบ็อกซ์ Reboot on complete ซึ่งระบบจะทำการรีสตาร์ทโดยอัตโนมัติ และไม่ต้องทำขั้นตอนที่ 21 และ 22

21. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Active Directory Domain Services Installation Wizard ให้คลิก Finish

Finish
Finish

22. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ถัดไปให้คลิก Restart Now

Restart Now
Restart Now

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• แนะนำ Active Directory เว็บไซต์ Windows Server 2003 Active Directory


Keywords: Windows Server 2008 Active Directory AD Installation

Copyright © 2009 All Rights Reserved.