3/28/2561

วิธีเล่น LINE ในคอม ด้วยส่วนขยาย Google Chrome

ถัดจากข่าวที่ LINE เลิกสนับสนุน Webstore ตอนนี้หากจะใช้ LINE ในคอมด้วย Google Chrome ก็ยังคงใช้ได้ครับ แต่ต้องทำการติดตั้ง “ส่วนขยาย” หรือ extension เสียก่อน วันนี้ผมจะมาแนะนำการใช้งานให้ครับ
ก่อนอื่น ให้ทำการติดตั้ง LINE extension เสียก่อน โดยเข้าไปติดตั้งได้ที่ >>> คลิก
โดยกด Add To Chrome หรือเพิ่มส่วนขยายนี้เข้ามาใน Google Chrome ของเรา จากนั้นไอค่อนของ LINE จะไปอยู่ตรงมุมขวาบนของตัวเบราเซอร์
เมื่อกดเข้ามาก็จะมาที่หน้าล็อกอินตามปกติ โดยเราสามารถเลือกล็อกอินด้วยอีเมลที่ลงทะเบียนไว้กับ LINE ในมือถือ หรือจะล็อกอินด้วย QR Code ก็ได้ตามปกติครับ
เมื่อล็อกอินเข้ามาครั้งแรก ก็จะมีรหัสให้เราทำการกดยืนยันครับ (ป้องกันคนอื่นแอบล็อกอิน) ซึ่งเราต้องนำรหัสตัวเลข 6 ตัว ไปกรอกในแอป LINE บนมือถือ
จากนั้นจึงสามารถใช้งานได้ตามปกติ
LINE บน Google Chrome สามารถใช้ฟีเจอร์แชท หรือการส่งข้อความ ส่งสติ๊กเกอร์ได้ โดยไม่สามารถใช้ฟีเจอร์การโทร วิดีโอคอล หรืออ่านไทม์ไลน์ได้

LINE บน Google Chrome Webstore ใช้ไม่ได้แล้ว, ย้ายไปเป็น “ส่วนขยาย”

ก่อนหน้านี้หลายคนคงทราบดีว่า เราสามารถเล่น LINE บน PC หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ผ่าน Google Chrome โดยการลงส่วนเสริมของ Chrome App หรือ Chrome Webstore แต่ล่าสุดหลังจากวันที่ 8 มีนาคม 2561 แอพ LINE บน Google Chrome Webstore จะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจะเปลี่ยนไปเป็นในรูปแบบของส่วนขยาย หรือ Extension แทน
เมื่อกดเข้าใช้งาน LINE บน Google Chrome Webstore ตอนนี้จะมีป๊อปอัพเตือนว่าไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ให้ดาวน์โหลดส่วนขยายของ LINE มาติดตั้งแทน
ดาวน์โหลดส่วนขยาย LINE บน Google Chrome ได้ที่ คลิก
กดไม่กี่ขั้นตอน ก็สามารถใช้งาน LINE ผ่าน Google Chrome ได้ตามปกติ

วิธีตั้งค่า ไม่ให้เพื่อนรู้ ว่าเรากำลังใช้/ออนไลน์ Facebook Messenger อยู่

แอพแชทของ Facebook หรือ Facebook Messenger มีฟีเจอร์ใหม่ไม่นานมานี้ ที่เราสามารถดูได้ว่าเพื่อนคนไหนกำลังใช้งานหรือออนไลน์อยู่ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่ารุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป (หรือใครแกล้งบอกแฟนว่าจะไปนอนหลับ แต่หลับเห็นออนไลน์อยู่) วันนี้ผมมีวิธีปิดฟีเจอร์ดังกล่าวมาฝากครับ
แท็บ Active ที่เอาไว้ดูว่าเพื่อนคนไหนออนไลน์อยู่
วิธีการตั้งค่าปิด ก็ไม่ยากครับ กดที่รูปโปรไฟล์ของเราจากแอป Facebook Messenger มุมซ้ายบน จากนั้นไปที่เมนู Availability
ไว้ทำการกดปิดฟีเจอร์นี้ไป เป็นอันเสร็จจครับ
เพียงเท่านี้คนอื่นก็จะไม่เห็นสถานะการใช้งาน Facebook Messenger ของเราครับ และในทางกลับกันเราก็ไม่สามารถส่องสถานะการออนไลน์ของเพื่อนคนอื่นได้เช่นเดียวกัน

วิธีสั่ง พิมพ์จากหลังมาหน้า ด้วยโปรแกรม Word แบบไม่ต้องตั้งค่าเครื่องพิมพ์

สำหรับคนที่ต้องการสั่งพิมพ์เอกสารผ่านโปรแกรม Word จากหลังมาหน้า เพื่อให้ง่ายต่อการจัดชุดหรือเข้าเล่ม ซึ่งโดยปกติแล้ว เครื่องพิมพ์แต่ละรุ่นจะตั้งค่ามาไม่เหมือนกัน บางรุ่นพิมพ์จากหลังมาหน้าเลย แต่บางรุ่นก็พิมพ์จากหน้ามาหลัง สำหรับเทคนิคนี้ เป็นการสั่งให้ Word พิมพ์จากหลังมาหน้า เสมือนว่าเราสั่งพิมพ์จากหน้าหลังมาก่อนจริงๆ
วิธีการก็ง่ายๆ ครับ ก่อนจะสั่งพิมพ์ ตรงรายละเอียดหน้า หรือ Pages ให้ใส่เงื่อนไขจากหน้าท้าย ไปหน้าแรก หรือหน้าที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการพิมพ์เอกสาร 10 หน้า ก็ให้สั่งว่า “10-1” หรือให้พิมพ์จากหน้า 10 ไปถึงหน้า 1 นั่นเอง
ที่มา – Microsoft Thailand Education
สำหรับการแก้ปัญหาที่ได้บอกไปด้านบนนั้น อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เน้นสะดวก รวดเร็วเฉพาะครั้งคราวเท่านั้น หากต้องการแก้ปัญหาแบบถาวร ควรจะต้องเข้าไปตั้งค่าที่ไดรเวอร์ของเครื่องพิมพ์ครับ
สามารถทำได้โดย ไปที่ Control Panel > Printers > คลิกขวาที่เครื่องพิมพ์ที่เราใช้ > เลือก Printing preferences
ในแท็บ Layout ตรงส่วน Page Order ให้เลือกเป็น Back to Front เป็นอันเสร็จพิธี

เปลี่ยน Mac Address Windows 8 ด้วยวิธีง่ายๆ และใช้โปรแกรมช่วย



มีคนอีเมลสอบถามมาครับ ว่าจะเปลี่ยน Mac Address ใน Windows 8 นั้นทำอย่างไร เลยขอเอามาเขียนเป็นวิธีสรุปลงในนี้ด้วยเลยละกัน เผื่อคนอื่นจะได้รู้กันด้วย ซึ่งผมก็มีวิธีการมาให้เลือกถึง 2 วิธีด้วยกัน คือ เปลี่ยนแบบไม่ใช่โปรแกรมช่วย และเปลี่ยนแบบใช้โปรแกรมช่วย
วิธีเปลี่ยน Mac Address ใน Windows 8 โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมช่วย
คลิกขวาที่รูปหน้าจอ Connection ตรงมุมขวาล่างของจอแล้วเลือก “Open Network and Sharing Center”
คลิกตรงชื่อ Connection ที่เราใช้เชื่อมต่ออยู่ (อาจจะมีชื่อแตกต่างกันไป)
คลิก Properties
คลิกที่ Configure…
คลิกที่แท็บ Advance > Locally Administered address แล้วก็กรอก Mac Address ที่ต้องการได้เลยครับ (ดังภาพ)
วิธีเปลี่ยน Mac Address ใน Windows  8 ด้วยโปรแกรม Technitium MAC Address Changer
วิธีนี้สามารถเปลี่ยนได้ง่ายๆ ครับ เพียง ดาวน์โหลดโปรแกรม Technitium MAC Address Changer มาติดตั้ง (ดาวน์โหลดฟรี) จากนั้นก็เปลี่ยนได้ง่ายๆ จากในโปรแกรมนี้เลย เหมาะสำหรับคนที่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ขี้เกียจคลิกหลายขั้นตอน

9/17/2560

แบบจำลองโอเอสไอ การแบ่งชั้นในแบบจำลองโอเอสไอ

แบบจำลองโอเอสไอ (อังกฤษ: Open Systems Interconnection model: OSI model) (ISO/IEC 7498-1) เป็นรูปแบบความคิดที่พรรณนาถึงคุณสมบัติพิเศษและมาตรฐานการทำงานภายในของระบบการสื่อสารโดยแบ่งเป็นชั้นนามธรรม และโพรโทคอลของระบบคอมพิวเตอร์ พัฒนาขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO)


แบบจำลองนี้จะทำการจับกลุ่มรูปแบบฟังก์ชันการสื่อสารที่คล้ายกันให้อยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่งในเจ็ดชั้นตรรกะ ชั้นใดๆจะให้บริการชั้นที่อยู่บนและตัวเองได้รับบริการจากชั้นที่อยู่ด้านล่าง ตัวอย่างเช่นชั้นที่ให้การสื่อสารที่ error-free ในเครือข่ายจะจัดหาเส้นทางที่จำเป็นสำหรับแอปพลิเคชันชั้นบน ในขณะที่มันเรียกชั้นต่ำลงไปให้ส่งและรับแพ็คเก็ตเพื่อสร้างเนื้อหาของเส้นทางนั้น งานสองอย่างในเวลาเดียวกันที่ชั้นหนึ่งๆจะถูกเชื่อมต่อในแนวนอนบนชั้นนั้นๆ ตามรูปผู้ส่งข้อมูลจะดำเนินงานเริ่มจากชั้นที่ 7 จนถึงชั้นที่ 1 ส่งออกไปข้างนอกผ่านตัวกลางไปที่ผู้รับ ผู้รับก็จะดำเนินการจากชั้นที่ 1 ขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 7 เพื่อให้ได้ข้อมูลอันนั้น

การแบ่งชั้นในแบบจำลองโอเอสไอ[แก้]

โมเดลนี้ได้ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 7 ชั้น ตามลำดับจากบนลงล่าง ได้แก่
  1. Application
  2. Presentation
  3. Session
  4. Transportation
  5. Network
  6. Data Link
  7. Physical
OSI Model
Data unitLayerFunction
Host
layers
Data7. ApplicationNetwork process to application
6. PresentationData representation, encryption and decryption, convert machine dependent data to machine independent data
5. SessionInterhost communication, managing sessions between applications
Segments4. TransportEnd-to-end connections, reliability and flow control
Media
layers
Packet/Datagram3. NetworkPath determination and logical addressing
Frame2. Data linkPhysical addressing
Bit1. PhysicalMedia, signal and binary transmission
เหตุผลที่โมเดลนี้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชั้นก็เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจว่าแต่ละชั้นนั้นมีความสำคัญอย่างไร และสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างชั้น ซึ่งโดยหลักๆแล้วแต่ละชั้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับชั้นที่อยู่ติดกันกับชั้นนั้นๆ

Application Layer[แก้]

ชั้นที่ 7 เป็นชั้นที่อยู่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุดโดยเป็นชั้นแอปพลิเคชันของ OSI มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงกับผู้ใช้ด้วยซอร์ฟแวร์แอปพลิเคชัน ฟังก์ชันของชั้นนี้จะรวมถึงการระบุคู่ค้าการสื่อสาร โดยพิจารณาตัวตนและความพร้อมของคู่ค้าสำหรับการประยุกต์ใช้กับข้อมูลที่จะส่ง เมื่อพิจาณาถึงความพร้อมของทรัพยากร, แอปพลิเคชันเลเยอร์จะต้องตัดสินใจว่ามีเครื่อข่ายเพียงพอหรือมีเครือข่ายที่ได้ร้องขอไปอยู่แล้วหรือไม่ ในการสื่อสารให้ตรงกัน, ทุกการสื่อสารระหว่างแอปพลิเคชันทั้งหมดต้องการความร่วมมือที่จะถูกบริหารจัดการโดยแอปพลิเคชันเลเยอร์นี้ ตัวอย่างบางส่วนของการใช้งานแอปพลิเคชันเลเยอร์ ได้แก่
บน OSI stack:
  • File Transfer and Access Management Protocol (FTAM)้
  • X.400 Mail
  • Common Management Information Protocol (CMIP)
บน TCP/IP stack:
  • Hypertext Transfer Protocol (HTTP),
  • File Transfer Protocol (FTP),
  • Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)
  • Simple Network Management Protocol (SNMP)

Presentation Layer[แก้]

ชั้นที่ 6 เป็นชั้นที่รับผิดชอบเรื่องรูปแบบของการแสดงผลเพื่อโปรแกรมต่างๆที่ใช้งานระบบเครือข่ายทำให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้เป็นประเภทใด เช่น [รูปภาพ, เอกสาร, ไฟล์วีดีโอ]
ชั้นของการนำเสนอจะจัดทำอรรถาธิบายระหว่าง entities ในชั้นแอปพลิเคชัน ในที่ซึ่ง entities ในเลเยอร์ที่สูงกว่าอาจใช้ไวยากรณ์และกฏเกณฑ์ในแอปพลิเคชันที่แตกต่างกัน ชั้นการนำเสนอจึงต้องจัดหาการ mapping ระหว่าง entities เหล่านั้น ถ้าการทำ mapping มีอยู่ ข้อมูลจะถูก encapsulate ให้อยู่ในรูปโพรโทคอลของเลเยอร์เซสชันแล้วส่งต่อลงไปในชั้นต่อไป
ชั้นการนำเสนอนี้เป็นอิสระจากการแสดงข้อมูล (เช่นการเข้ารหัส) โดยการแปลระหว่างรูปแบบของแอปพลิเคชันเลเยอร์และรูปแบบของเครือข่ายเลเยอร์ ชั้นการนำเสนอจะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่แอปพลิเคชันเลเยอร์ยอมรับ เลเยอร์นี้จะ format และเข้ารหัสข้อมูลที่จะส่งไปในเครือข่าย บางครั้งถูกเรียกว่าชั้นไวยากรณ์ (syntax layer)
โครงสร้างการนำเสนอเดิมใช้ syntax แบบ Basic Encoding Rules of Abstract Syntax Notation One(ASN.1) ด้วยความสามารถเช่นการแปลงไฟล์ข้อความแบบ EBCDIC ให้เป็นแฟ้มแบบ ASCII หรือการแปลงโครงสร้างแบบอนุกรมของวัตถุหรือโครงสร้างข้อมูลอื่น ๆ ให้เป็นแบบ XML หรือกลับกัน.

Session Layer[แก้]

ชั้นที่ 5 ทำหน้าที่ในการจัดการกับเซสชั่นของโปรแกรม ชั้นนี้เองที่ทำให้ในหนึ่งโปรแกรมยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมค้นดูเว็บ (Web browser) สามารถทำงานติดต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆกันหลายหน้าต่าง
เลเยอร์เซสชั่นจะควบคุมการหารือ (การเชื่อมต่อ) ระหว่างคอมพิวเตอร์หลายตัว มันจัดทำ, บริหารจัดการ, และยุติการเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างภายในกับระยะไกล มันทำงานแบบดูเพล็กเต็ม,ดูเพล็กซ์ครึ่ง หรือ ซิมเพล็กซ์และจัดทำวิธีการตรวจสอบ, การเสร็จสิ้น, การเลิกดำเนินการ และการเริ่มต้นใหม่ แบบจำลอง OSI ทำให้เลเยอร์นี้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการปิดเซสชั่นอย่างสง่างาม ซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของ Transmission Control Protocol และยังรับผิดชอบสำหรับเซสชั่น checkpointing and recovery ที่ไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้ใน Internet Protocol สวีท เลเยอร์เซสชั่นปกติจะดำเนินการร่วมกันอย่างชัดเจนกับแอปพลิเคชันในสภาพแวดล้อมที่เรียกกระบวนการจากระยะไกล

Transport Layer[แก้]

ชั้นที่ 4 ทำหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร ซึ่งการตรวจสอบความผิดพลาดนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลส่วนที่เรียกว่า checksum และอาจมีการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นๆ โดยพิจารณาจาก ฝั่งต้นทางกับฝั่งปลายทาง (End-to-end) โดยหลักๆแล้วชั้นนี้จะอาศัยการพิจารณาจาก พอร์ต (Port) ของเครื่องต้นทางและปลายทาง
เลเยอร์การขนส่งทำการโอนอย่างโปร่งใสของข้อมูลระหว่าง end users, ให้บริการการโอนข้อมูลที่เชื่อถือได้ไปยังเลเยอร์ชั้นบน, ควบคุมความน่าเชื่อถือของการเชื่อมโยงโดยการควบคุมการไหลของข้อมูล, การทำ segmentation/desegmentation, และควบคุมความผิดพลาด. บางโพรโทคอลเป็น state- and connection-oriented ซึ่งหมายความว่าชั้นของการขนส่งสามารถติดตาม segment และส่งอีกครั้งสำหรับ segment ที่ล้มเหลว ชั้นของการขนส่งยังมีการรับรู้ของการส่งผ่านข้อมูลที่ประสบความสำเร็จและส่งข้อมูลตัวต่อไปถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
OSI กำหนดการกู้คืนเป็นห้าชั้นของโพรโทคอลการขนส่งแบบ connection-mode ตั้งแต่ class 0 (ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น TP0 (Transport Protocol 0) และมีคุณสมบัติน้อยสุด) จนถึง class 4 (TP4 มีคุณสมบัติมากสุด, ได้รับการออกแบบสำหรับเครือข่ายที่เชื่อถือได้น้อย, คล้ายกับอินเทอร์เน็ต) ชั้น 0 ไม่มีการกู้คืนและถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานบน network layers ที่ให้การเชื่อมต่อปราศจากข้อผิดพลาด ชั้น 4 ใกล้เคียงกับ TCP ถึงแม้ว่า TCP มีฟังก์ชันเช่น graceful close ซึ่ง OSI กำหนดให้อยู่ใน session layer นอกจากนี้ทุก OSI TP connection-mode protocol classes ให้ข้อมูลเร่งด่วนและการเก็บรักษาของ record boundaries ลักษณะรายละเอียดของ class TP0-4 แสดงในตารางต่อไปนี้:
Feature NameTP0TP1TP2TP3TP4
Connection oriented networkใช่ใช่ใช่ใช่ใช่
Connectionless networkไม่ไม่ไม่ไม่ใช่
Concatenation and separationไม่ใช่ใช่ใช่ใช่
Segmentation and reassemblyใช่ใช่ใช่ใช่ใช่
Error Recoveryไม่ใช่ใช่ใช่ใช่
Reinitiate connection (if an excessive number of PDUs are unacknowledged)ไม่ใช่ไม่ใช่ไม่
Multiplexing and demultiplexing over a single virtual circuitไม่ไม่ใช่ใช่ใช่
Explicit flow controlไม่ไม่ใช่ใช่ใช่
Retransmission on timeoutไม่ไม่ไม่ไม่ใช่
Reliable Transport Serviceไม่ใช่ไม่ใช่ใช่
วิธีที่ง่ายที่จะเห็นภาพชั้นการขนส่งก็คือการเปรียบเทียบกับที่ทำการไปรษณีย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดส่งและการจัดหมวดหมู่ของจดหมายและพัสดุที่ส่ง อย่างไรก็ตาม พึงจำไว้ว่า ที่ทำการไปรษณีย์จัดการกับซองจดหมายที่อยู่ด้านนอก เลเยอร์ที่สูงขึ้นอาจจะเทียบเท่ากับซองจดหมายสองซอง เช่นการบริการที่นำเสนอการเข้ารหัสลับที่สามารถอ่านได้โดยผู้รับเพียงอย่างเดียว พูดอีกอย่างคือ โพรโทคอล tunneling ทำงานที่ชั้นการขนส่ง เช่นการดำเนินการที่เป็น non-IP โพรโทคอล เช่น SNA ของไอบีเอ็ม หรือ IPX บนเครือข่ายไอพีของโนเวลล์หรือการเข้ารหัสแบบ end-to-end ด้วย IPsec ในขณะที่ Generic Routing Encapsulation (GRE) อาจดูเหมือนจะโพรโทคอลชั้นเครือข่าย, ถ้า encapsulation ของ payload ที่ใช้งานที่ปลายทาง, GRE กลายเป็นใกล้ชิดกับโพรโทคอลการขนส่งที่ใช้ IP headers แต่ประกอบด้วยเฟรมหรือแพ็กเกตเพื่อส่งมอบให้กับปลายทาง, L2TP ขนส่งเฟรม PPP ภายในแพ็คเก็ตการขนส่ง
แม้ว่าจะไม่ได้รับการพัฒนาภายใต้ OSI Model อ้างอิงและไม่เคร่งครัดในการสอดคล้องกับคำนิยามของ OSI ชั้นการขนส่ง, Transmission Control Protocol (TCP) และ User Datagram Protocol (UDP) ของชุด Internet Protocol ถูกจัดให้อยู่ในชั้น 4 ของ OSI

Network Layer[แก้]

ชั้นที่ 3 เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่จะส่ง-รับในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารจะ ต้องมีเส้นทางการส่ง-รับข้อมูลมากกว่า 1 เส้นทาง ดังนั้นเลเยอร์ชั้น Network นี้จะทำหน้าที่เลือกเส้นทางที่ ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุด และระยะทางสั้นที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ 4 จะถูกแบ่งออกเป็น แพ็กเกจ ๆ ในชั้นนี้
เลเยอร์เครือข่ายให้กรรมวิธีและขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลความยาวแปรจากโฮสต์ต้นทางบนเครือข่ายหนึ่งไปยังโฮสต์ปลายทางบนอีกเครือข่ายหนึ่งที่แตกต่างกัน (ในทางตรงกันข้ามกับชั้น data link layer ที่เชื่อมต่อกับโฮสต์ภายในเครือข่ายเดียวกัน) ในขณะที่รักษาคุณภาพของการบริการที่ถูกร้องขอโดยชั้นของการขนส่ง เลเยอร์เครือข่ายทำหน้าที่หาเส้นทางและยังอาจดำเนินการแยกข้อมูลออกเป็นชิ้นเล็กๆและรวมกลับมาใหม่ และรายงานข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูล เราเตอร์ทำงานอยู่ในชั้นนี้ จะการส่งข้อมูลไปทั่วเครือข่ายและทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นไปได้ address ที่ใช้เป็นแบบลอจิคคอล -คือค่าจะถูกเลือกโดยวิศวกรเครือข่าย การใช้ address ไม่ได้เป็นแบบลำดับชั้นสูงต่ำ
เลเยอร์เครือข่ายอาจจะถูกแบ่งออกเป็นสาม sublayers:
  1. subnetwork access - จะพิจารณาโพรโทคอลที่จัดการกับอินเตอร์เฟซกับเครือข่ายเช่น X.25;
  2. subnetwork dependent convergence - เมื่อจำเป็นที่จะต้องยกระดับของเครือข่ายการขนส่งไปที่ระดับของเครือข่ายข้างใดข้างหนึ่ง
  3. subnetwork independent convergence - จัดการการโอนข้ามหลายเครือข่าย
ตัวอย่างของกรณีหลังนี้คือ CLNP หรือ IPv6 ISO 8473 จะจัดการโอนแบบ connectionless ของข้อมูลครั้งละหนึ่ง hop, จากปลายระบบถึงเราเตอร์ขาเข้า, จากเราเตอร์หนึ่งไปเราเตอร์หนึ่ง, และจากเราเตอร์ขาออกไประบบปลายทาง มันไม่ได้รับผิดชอบในการส่งมอบที่เชื่อถือได้ไปยัง hop ต่อไป แต่รับผิดชอบสำหรับการตรวจสอบของแพ็กเก็ตที่ผิดพลาดที่อาจถูกตัดทิ้งได้เท่านั้น ในรูปแบบนี้ IPv4 และ IPv6 จะต้องถูกจัด classe กับ X.25 ว่าเป็นโพรโทคอลการเข้าถึงของเครือข่ายย่อยเพราะพวกมันใช้อินเตอร์เฟซแอดเดรสมากกว่าโหนดแอดเดรส
โพรโทคอลการจัดการเลเยอร์เป็นจำนวนมากที่ฟังก์ชันที่กำหนดไว้ในภาคผนวกบริหาร, ISO 7498/4 เป็นของเลเยอร์เครือข่าย รวมทั้ง routing protocols, multicast group management, network-layer information and error, and network-layer address assignment มันเป็นหน้าที่ของ payload ที่ทำให้เหล่านี้เป็นเลเยอร์เครือข่าย, ไม่ใช่โพรโทคอลที่ carries พวกมัน

Data Link Layer[แก้]

ชั้นที่ 2 จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาดในข้อมูลโดยจะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นแพ็กเกจหรือเฟรม ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับมาว่า ได้รับข้อมูลแล้ว เรียกว่า สัญญาณ ACK (Acknowledge) ให้กับผู้ส่ง แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK หรือได้รับ สัญญาณ NAK (Negative Acknowledge) กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมุลไปให้ใหม่ อีกหน้าที่หนึ่ง ของเลเยอร์ชั้นนี้คือป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกินขีดความสามารถของเครืองผู้รับจะรับข้อมูลได้
ชั้นเชื่อมโยงข้อมูลให้ฟังชั่นการทำงานและขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างหน่วยงานเครือข่ายและการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดอาจเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นในชั้นกายภาพ แต่เดิมชั้นนี้มีไว้สำหรับสื่อจุดต่อจุดและจุดต่อหลายจุดหรือลักษณะของสื่อบริเวณกว้างในระบบโทรศัพท์ พื้นที่สถาปัตยกรรมของแลนซึ่งรวมถึงสื่อการเข้าถึงที่สามารถการออกอากาศได้จะได้รับการพัฒนาต่างหากใน ISO IEEE 802. ในทางปฏิบัติที่ทันสมัย การตรวจสอบข้อผิดพลาดเท่านั้นที่ปรากฏในโพรโทคอลการเชื่อมโยงข้อมูลเช่น Point-to-Point Protocol (PPP) ไม่ใช่ flow control ที่ใช้ sliding window. และในเครือข่ายท้องถิ่น IEEE 802.2 ชั้น LLC ไม่ได้ถูกใช้เป็นโพรโทคอลส่วนใหญ่บน Ethernet และบนแลนอื่น ๆ flow control และกลไกการรับรู้ก็ไม่ค่อยมีการใช้ Sliding window flow control และ acknowledgment ถูกนำไปใช้ที่ชั้นการขนส่งโดยโพรโทคอลเช่น TCP แต่ยังคงใช้ในช้องว่างที่ X.25 เสนอข้อได้เปรียบด้านความสามารถ มาตรฐาน ITU-T G.hn ซึ่งให้บริการเครือข่ายพื้นที่ท้องถิ่นความเร็วสูงบนสายเคเบิลที่มีอยู่ (สายไฟฟ้า, สายโทรศัพท์และสาย coaxial) จะรวมถึงชั้นเชื่อมโยงข้อมูลอย่างสมบูรณ์ซึ่งจัดให้มีทั้งการแก้ไขข้อผิดพลาดและการควบคุมการไหลโดยใช้วิธีการคัดเลือก ซ้ำ ของ Sliding Window Protocol
บริการของทั้งแวน และ แลน จัดวางบิตจากชั้นกายภาพให้เป็นลำดับทางตรรกะที่เรียกว่าเฟรม ไม่ใช่ทุกบิตในชั้นกายภาพที่จำเป็นต้องใส่ไปลงในเฟรม เพราะบางส่วนของบิตเหล่านี้มีความตั้งใจที่จะใช้สำหรับฟังก์ชันในชั้นกายภาพเท่านั้น ตัวอย่างเช่นทุกบิตที่ห้าของกระแสบิต FDDI ไม่ได้ถูกใช้โดยชั้นนี้

สถาปัตยกรรม WAN โพรโทคอล[แก้]

โพรโทคอลการเชื่อมต่อข้อมูล WAN แบบ Connection-oriented รวมกันกับการเข้าเฟรม ทำการตรวจหาและอาจแก้ไขข้อผิดพลาด โพรโทคอลพวกนี้ยังมีความสามารถในการควบคุมอัตราของการส่งผ่าน ชั้นเชื่อมโยงข้อมูลของ WAN อาจใช้กลไกของ sliding window flow control and acknowledgment เพื่อให้การส่งมอบของเฟรมที่เชื่อถือได้ นั่นคือกรณีของ Synchronous Data Link Control (SDLC) และ HDLC, และอนุพันธ์ของ HDLC เช่น LAPB และ LAPD

สถาปัตยกรรม IEEE 802 LAN[แก้]

ในทางปฏิบัติ LANs แบบ connectionless เริ่มต้นด้วยคุณสมบัติ pre-IEEE Ethernet ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ IEEE 802.3 ชั้นนี้จะบริหารจัดการการปฏิสัมพันธ์ของอุปกรณ์กับสื่อที่ใช้ร่วมกันซึ่งเป็นหน้าที่ของลเยอร์ย่อยชื่อ media access control (MAC). เหนือ MAC sublayer นี้ตือ media-independent IEEE 802.2 Logical Link Control (LLC) sublayer ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่อยู่และ multiplexing บนสื่อการเข้าถึงทั้งหลาย
ในขณะที่ IEEE 802.3 เป็นที่โดดเด่นของโพรโทคอล LAN แบบมีสาย และ IEEE 802.11 เป็นของ LAN แบบไร้สาย ชั้น MAC ล้าสมัยได้แก่ Token Ring และ FDDI. sublayer MAC ตรวจพบข้อผิดพลาด แต่ไม่ได้แก้ไข

Physical Layer[แก้]

เป็นชั้นล่างที่สุดของการติดต่อสื่อสาร แต่เป็นชั้นแรกของสื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับ เลเยอร์ ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน(pin) แต่ละพินทำหน้า ที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่างๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งแบบที่ใช้สายหรือไม่ใช้สาย ตัวอย่างของสื่อที่ใช้ได้แก่ Shield Twisted Pair (STP), Unshield Twisted Pair (UTP), Fibre Optic และอื่นๆ
ชั้นกายภาพกำหนดคุณสมบัติทางกายภาพและทางไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอุปกรณ์และสื่อกลางในการส่งผ่านเช่นสายทองแดงหรือเส้นใยแก้วนำแสง ซึ่งรวมถึงรูปแบบของขา, แรงดันไฟฟ้า, ความต้านทานสาย, รายละเอียดเคเบิล, เวลาสัญญาณ, ฮับ, รีพีทเทอร์, อะแดปเตอร์เครือข่าย, อะแดปเตอร์บัสโฮสต์ (HBA ใช้ในเครือข่ายพื้นที่จัดเก็บ) และอื่น ๆ
ฟังก์ชันที่สำคัญและการบริการที่ดำเนินการโดยชั้นกายภาพดังต่อไปนี้:
  • เริ่มและจบการเชื่อมต่อการสื่อกลางการสื่อสาร
  • การมีส่วนร่วมในกระบวนการ เพื่อใช้ทรัพยากรของการสื่อสารร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพระหว่างผู้ใช้ทั้งหลาย เช่นความพอใจ การแก้ปัญหาและการควบคุมการไหล
การมอดดูเลทหรือการแปลงระหว่างข้อมูลดิจิตอลในอุปกรณ์ของผู้ใช้กับสัญญาณที่สอดคล้องกันเพื่อส่งผ่านช่องทางสื่อสาร สัญญาณเหล่านี้เดินทางในสายเคเบิลทางกายภาพ (เช่นทองแดงและใยแก้วนำแสง) หรือผ่านทางสัญญาณวิทยุ
บัส SCSI แบบขนานทำงานในชั้นนี้ แม้ว่า logical SCSI protocol เป็นโพรโทคอลของชั้นขนส่ง ที่วิ่งอยู่บนบัสนี้ มาตรฐานต่างๆของชั้นกายภาพของอีเธอร์เนท ก็อยู่ในชั้นนี้เช่นกัน; อีเธอร์เน็ตรวมชั้นนี้และชั้นเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน วิธีนี้นำไปใช่เหมือนกันกับเครือข่ายท้องถิ่นพื้นที่อื่น ๆ เช่น token ring, FDDI, ITU-T G.hn และ IEEE 802.11 เช่นเดียวกับเครือข่ายพื้นที่ส่วนบุคคลเช่นบลูทูธ และ IEEE 802.15.4

ฟังก์ชันข้ามชั้น[แก้]

มีฟังก์ชันหรือบริการบางอย่างที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับชั้นที่กำหนดให้ แต่พวกนี้สามารถมีผลกระทบมากกว่าหนึ่งชั้น ตัวอย่างเช่นต่อไปนี้:
  • บริการรักษาความปลอดภัย (โทรคมนาคม) ตามที่กำหนดโดยคำแนะนำ ITU-T X.800
  • ฟังก์ชันการจัดการ เช่นฟังก์ชันที่อนุญาตให้มีการ configure, กำหนดค่าอินสแตนซ์, ตรวจสอบ, ยุติการสื่อสารของสอง entities หรือมากกว่า: มีโพรโทคอลประยุกต์เฉพาะชั้น common management information protocol (CMIP) และการให้บริการที่สอดคล้องกัน, common management information service (CMIS) พวกนี้จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทุกชั้นเพื่อที่จะจัดการกับกรณีของพวกเขา
  • Multiprotocol Label Switching (MPLS) ทำงานที่ชั้น OSI ที่โดยทั่วไปถือว่าอยู่ระหว่างชั้น 2 (ชั้นเชื่อมโยงข้อมูล) และชั้น 3 (ชั้นเครือข่าย) และดังนั้นจึงมักจะถูกเรียกว่าเป็นโพรโทคอล"ชั้น 2.5 " มันถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นบริการขนส่งข้อมูลเบ็ดเสร็จสำหรับลูกค้าทั้ง circuit-based และลูกค้า packet-switching ที่ให้การบริการแบบ datagram-based มันสามารถใช้ในการขนส่งที่มีการจราจรหลากหลายรวมทั้ง IP แพ็กเกต, native ATM, SONET และอีเธอร์เน็ตเฟรม
  • ARP จะใช้ในการแปลที่อยู่ IPv4 (OSI ชั้น 3) ให้เป็น Ethernet MAC address (OSI ชั้น 2)

ส่วนต่อประสาน[แก้]

ทั้ง OSI Model อ้างอิงหรือโพรโทคอล OSI ไม่ได้เป็นตัวระบุส่วนต่อประสานใด ๆ การเขียนโปรแกรมนอกเหนือไปจากข้อกำหนดของบริการที่อิสระและเป็นนามธรรม ข้อกำหนดของโพรโทคอลกำหนดส่วนต่อประสานไว้อย่างชัดเจนระหว่างคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่ซอฟต์แวร์ที่อินเตอร์เฟซภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่รู้จักกันเป็นซ็อกเก็ตเครือข่าย เป็นแบบ implementation-specific
ตัวอย่างเช่น Winsock ของ Microsoft Windows, และ Berkeley sockets and System V Transport Layer Interface ของ Unix, เป็นส่วนต่อประสานระหว่างโปรแกรมประยุกต์ (ชั้น 5 และสูงกว่า) กับชั้นการขนส่ง (ชั้น 4). NDIS และ ODI เป็นส่วนต่อประสานระหว่างชั้นสื่อ (ชั้น 2) กับชั้นเครือข่าย (ชั้น 3)
ส่วนต่อประสานมาตรฐาน, ยกเว้นสำหรับชั้นกายภาพกับสื่อ, เป็นการใช้งานโดยประมาณของข้อกำหนดการบริการของ OSI

Examples[แก้]

LayerOSI protocolsTCP/IP protocolsSignaling System 7[1]AppleTalkIPXSNAUMTSMisc. examples
#Name
7ApplicationFTAMX.400X.500DAPROSERTSEACSE[2]CMIP[3]NNTPSIPSSIDNSFTPGopherHTTPNFSNTPDHCPSMPPSMTPSNMPTelnet,
BGP
INAPMAPTCAPISUPTUPAFPZIPRTMPNBPRIPSAPAPPCHL7Modbus
6PresentationISO/IEC 8823, X.226, ISO/IEC 9576-1, X.236MIMESSLTLSXDRAFPTDIASCIIEBCDICMIDIMPEG
5SessionISO/IEC 8327, X.225, ISO/IEC 9548-1, X.235Sockets. Session establishment in TCPRTPPPTPASPADSPPAPNWLinkDLC?Named pipesNetBIOSSAPhalf duplexfull duplexsimplexRPCSOCKS
4TransportISO/IEC 8073, TP0, TP1, TP2, TP3, TP4 (X.224), ISO/IEC 8602, X.234TCPUDPSCTPDCCPDDPSPXNBF
3NetworkISO/IEC 8208, X.25 (Packet-LaISO/IEC 8878, X.223, ISO/IEC 8473-1, CLNPX.233.IPIPsecICMPIGMPOSPFRIPSCCPMTPATP(TokenTalk or EtherTalk)IPXRRC (Radio Resource Control) and BMC (Broadcast/Multicast Control)NBFQ.931NDPARP (maps layer 3 to layer 2 address), IS-IS
2Data LinkISO/IEC 7666, X.25 (LAPB), Token Bus, X.222, ISO/IEC 8802-2 LLC Type 1 and 2[4]PPPSBTVSLIPMTPQ.710LocalTalkAppleTalk Remote AccessPPPIEEE 802.3framing, Ethernet II framingSDLCPacket Data Convergence Protocol(PDCP),[5] LLC (Logical Link Control), MAC (Media Access Control)802.3 (Ethernet)802.11a/b/g/n MAC/LLC802.1Q (VLAN)ATMHDPFDDIFibre ChannelFrame RelayHDLCISLPPPQ.921Token RingCDPITU-T G.hn DLL
CRCBit stuffingARQData Over Cable Service Interface Specification (DOCSIS)interface bonding
1PhysicalX.25 (X.21bisEIA/TIA-232EIA/TIA-449EIA-530G.703)[4]MTPQ.710RS-232RS-422STPPhoneNetTwinaxUMTS Physical layer or L1RS-232Full duplexRJ45V.35V.34I.430I.431T1E110BASE-T100BASE-TX1000BASE-TPOTSSONETSDHDSL802.11a/b/g/n PHYITU-T G.hn PHYController Area NetworkData Over Cable Service Interface Specification (DOCSIS)DWDM

เปรียบเทียบกับแบบจำลอง TCP/IP[แก้]

ในแบบจำลอง TCP/IP ของอินเทอร์เน็ต, โพรโทคอลมีการออกแบบที่จงใจจะไม่เข้มงวดในเลเยอร์เหมือนแบบจำลอง OSI. RFC 3439 มีหมวดหมู่ชื่อ "การตั้งเลเยอร์ที่ถือว่าเป็นอันตราย." อย่างไรก็ตาม, TCP / IP ก็ยังตระหนักถึงสี่ชั้นในวงกว้างของการทำงานซึ่งจะได้มาจากขอบเขตการดำเนินงานของโพรโทคอลที่มีของพวกเขาคือขอบเขตของการใช้ซอฟแวร์, การเชื่อมต่อการขนส่งแบบ end-to-end, ช่วงของ Internetworking และขอบเขตของการเชื่อมโยงโดยตรงไปยังโหนดอื่น ๆ บนเครือข่ายท้องถิ่น
แม้ว่าแนวความคิดจะแตกต่างจากแบบจำลอง OSI, ชั้นเหล่านี้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบบจำลองของ OSI ในลักษณะดังต่อไปนี้:
  • Internet application layer ประกอบด้วย OSI application layer, presentation layer, และส่วนใหญ่ของ session layer
  • end-to-end transport layer ประกอบด้วย ฟังก์ชันที่เหลือของ session layer กับ transport layer
  • internetworking layer (Internet layer) เป็นส่วนย่อยของชั้น OSI network layer (ดูด้านบน)
  • link layer ประกอบด้วย OSI data link layers และ physical layers, และบางส่วนของ OSI network layer