7/30/2562

การเลือกใช้ POE (Power Over Ethernet) แบบ Passive และ แบบมาตรฐาน 802.3af/at


การเลือกใช้ POE (Power Over Ethernet) แบบ Passive และ แบบมาตรฐาน 802.3af/at






POE คืออะไร ??


POE หรือ Power over Ethernet เป็นเทคโนโลยี่ในการจ่ายไฟเลี้ยงผ่านสาย Lan (สาย UTP) ให้กับอุปกรณ์เครือข่ายที่รองรับ โดยที่เราไม่ต้องหาปลั๊กไฟติดตั้งไว้ใกล้ๆกับอุปกรณ์เครือข่าย เช่น Access Point, IP-Camera เพื่อเอา DC Adapter ต่อเข้าไปครับ เพราะสายไฟจาก DC Adapter ระยะจะได้เต็มที่ก็ประมาณ 1 เมตร เวลาติดตั้ง Access Point หรือ กล้อง IP-Camera บนฝ้า บน เสา ก็ต้องเดินสายไฟ ต่อปลั๊กกันอีก ค่อนข้างจะวุ่นวาย




หรือ

กรณีติดตั้งอุปกรณ์ Network ที่เป็นแบบภายนอกอาคาร เช่น Outdoor Access Point หรือ IP-Camera การเดินไฟ 220 VAC เพื่อต่อกับ Adapter ของอุปกรณ์ เมื่อเวลาฝนตกหนัก พายุเข้า แล้วเกิดมีน้ำสาดเข้าไปในปลั๊กไฟ จะอันตรายมากครับ


การเลือกใช้งานอุปกรณ์เครือข่ายที่มีลักษณะการติดตั้งตามจุดต่างๆ เลือกรุ่นให้รองรับ POE จะสะดวกกว่ามาก และ การดูแลรักษาก็ค่อนข้างง่าย ย้ายจุดติดตั้งก็ไม่ต้องมาเดินไฟกันใหม่ ลากสาย Lan เส้นเดียวจบ




POE แบ่งหลักๆได้ 2 แบบ ทั้งแบบมาตรฐาน IEEE 802.3 และ แบบที่ไม่ใช่มาตรฐาน (Passive POE) การเลือกใช้งาน ต้องเลือกให้ถูกต้องครับ



POE ที่เป็นแบบมาตรฐาน IEEE 802.3



แบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ ที่ใช้กันบ่อยๆ คือ 802.3af และ 802.3at ใน 2 แบบนี้ จะต่างกันตรงกำลังไฟ (Watt) เป็นหลักครับ




IEEE 802.3af จะจ่ายไฟกระแสตรง (VDC) ได้สูงสุด 57VDC, จ่ายกระแส 350mA, Power 15.4Watt มาตรฐานนี้จะใช้กับอุปกรณ์ Access Point หรือ IP-Camera ทั่วๆไป ที่ไม่ต้องการไฟที่กำลังสูงมาก

IEEE802.3at จะจ่ายไฟกระแสตรง (VDC) ได้สูงสุด 57VDC,จ่ายกระแส 650mA, Power 30Watt มาตรฐานนี้จะใช้กับอุปกรณ์ Access Point ที่ใช้ไฟสูงๆ เช่นพวก Dual-Radio, Wireless AC หรือ IP-Camera ที่เป็น Speed dome, Pan/Tilt/Zoom


การเลือก POE ให้ดูอุปกรณ์ที่จะรับไฟ (Access Point, IP-Camera) เป็นหลัก อุปกรณ์ที่รับไฟพวกนี้จะเรียกว่า PD (Power Device) โดยตรวจสอบจาก Datasheet




ตัวอย่าง Access Point ของ Engenius รุ่น EWS360AP ใน Datasheet ระบุว่ารองรับ POE มาตรฐาน IEEE 802.3at ถ้าไปซื้อ POE แบบ 802.3af จะใช้งานไม่ได้ เพราะไฟไม่พอ หรืออาจจะใช้งานได้ แต่เดินสาย Lan ได้แค่ไม่กี่เมตรครับ





รูปนี้เป็น Datasheet ของ Engenius ECB300 รองรับ POE มาตรฐาน IEEE 802.3af




ส่วนรูปนี้เป็น Datasheet ของกล้อง IP-Camera Acti รองรับ POE มาตรฐาน IEEE 802.3af




เวลาเลือกซื้อ จะได้เลือกได้ถูกต้องครับ



มาดูตัวจ่ายไฟกันบ้าง


ตัวจ่ายไฟจะเรียกว่า PSU (Power Sourcing Equipment) จะมีทั้งอุปกรณ์ที่เป็น POE Injector และ POE Switch



POE Injector



การเลือกใช้ POE Injector ไม่ยากครับ ดูว่า อุปกรณ์ที่จะใช้ไฟ (PD) ต้องการแบบไหน มาตรฐานอะไร af หรือ at, ความเร็ว Port เป็น Gigabit (1000Mbps) หรือ Fast Ethernet (100Mbps) เราก็แค่เลือก POE Injector ให้ตรงกัน เพราะต้องซื้อชุดต่อชุดครับ มีอุปกรณ์ PD 3 ตัว ก็ต้องซื้อ POE Injector 3 ตัว


ในรูปจะเป็น อุปกรณ์ POE Injector Micronet SP309I จ่ายไฟมาตรฐาน IEEE 802.3af/ at , Port Lan ความเร็ว Gigabit







POE Switch


ส่วนการเลือกใช้ POE Switch จะต้องมีการคำนวนนิดหน่อยครับ เนื่องจากมีหลายแบบ




1. ดูจำนวน Port ของ Switch ที่จ่ายไฟออกมา

เพราะ POE Switch หลายๆรุ่น มักจะมี Port ที่จ่ายไฟ เป็น ครึ่งนึงของจำนวน Port บน Switch ทั้งหมด

เช่นของ Cisco รุ่น SG200-08P จำนวน Port ทั้งหมด 8 Port แต่จ่ายไฟแค่ 4 Port ครับ

ถ้าจ่ายไฟได้ทุก Port ก็จะมีบางยี่ห้อ เช่น IP-COM F1218P รุ่นนี้มี Port 16 Port และ สามารถจ่ายไฟได้ทั้ง 16 Port หรือ ของ Engenius ครับ


2. คำนวน Power Budget หรือ คำนวนการจ่ายไฟสูงสุด ให้กับอุปกรณ์ที่รับไฟ (PD) ตรงนี้สำคัญครับ ให้นับจากอุปกรณ์ PD ที่ต้องใช้งาน





ในรูป เป็น Specification ของ Engenius POE Switch ดูตรงช่อง Power Budget




สมมุติ ใช้อุปกรณ์ Access Point ของ Engenius ที่เป็นมาตรฐาน 802.3at จำนวน 2 ตัว และ 802.3af จำนวน 3 ตัว

จากข้างต้น อุปกรณ์รับไฟที่เป็นมาตรฐาน 802.3at หมายถึงต้องการไฟ 30W เพราะฉะนั้น 30W x 2 = 60W และ 802.3af ต้องการไฟ 15.4W เพราะฉะนั้น 15.4W x 3 = 46.2W รวมเป็น 46.2 + 60 = 106.2W เราต้องเลือก POE Switches ที่รองรับมาตรฐาน 802.3af/at จ่ายไฟอย่างน้อย 6 Port และ จ่ายไฟรวมทั้งหมดได้ไม่ต่ำกว่า 106.2W



เลือกรายการ POE Switch ครับ http://www.sysnetcenter.com/78-poe-switch ตรวจสอบจำนวน Port ที่จ่ายไฟที่ต้องการ และ จ่ายไฟสูงสุด


จากตัวอย่าง ต้องเลือก POE Switch ที่จ่ายไฟไม่ต่ำกว่า 5 Port และ กำลังไฟรวมไม่ต่ำกว่า 106.2W

จะมีเป็น IP-COM รุ่น G1009P จ่ายไฟได้ 8 Port, กำลังไฟสูงสุด 121.2W




หรือ Engenius EGS5110P รุ่นนี้จ่ายไฟได้ 8 Port รวม 130W




ใช้วิธีคำนวนประมาณนี้ละครับ หรือถ้าไม่สะดวก ส่งรายละเอียดมาให้ทางร้านตรวจสอบให้ได้ครับ


กรณีที่อุปกรณ์รับไฟ (PD) ใช้ POE มาตรฐาน 802.3af แล้ว ไปซื้อ POE ที่เป็นมาตรฐาน 802.3at มา ก็ยังใช้งานได้ เพราะในอุปกรณ์จ่ายไฟ (PSU) จะมี Cuircuit ตรวจสอบการจ่ายไฟกันกับอุปกรณ์รับไฟ (PD) เช่น PD ต้องการไฟแค่ 15.4W PSU ก็จะจ่ายให้แค่ 15.4W แต่ถ้า PD ต้องการ 30W แต่ PSU จ่ายไฟไม่ถึง ก็จะไม่จ่ายไฟให้ครับ


และการเลือกใช้ POE ที่เป็นแบบมาตรฐาน ไม่ต้องกลัวช๊อตครับ เช่นถ้าต่อสาย Lan จาก POE Switch เข้ากับ Access Point ที่ไม่รองรับ POE เจ้าตัว PSU ก็จะไม่จ่ายไฟออกมา เอามิเตอร์วัดไฟที่สาย Lan จะไม่มีไฟ มีแต่ packet data ที่วิ่งบนสาย UTP เท่านั้น




POE ที่ไม่เป็นมาตรฐาน (Passive POE)



POE แบบนี้ จะเรียกกันว่า Passive POE คือ มี Adapter อาจจะเป็น 12VDC, 24VDC หรือ 48VDC จะต่อไฟเข้าคู่สาย Lan ตรงๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ขา 4,5 และ 7,8 ไม่มี Curcuit ในการตรวจสอบการใช้ไฟของอุปกรณ์รับไฟ ไม่มีการปรับแรงดันไฟใดๆให้ตรงกับฝั่งรับไฟทั้งนั้น ถ้าจ่ายไฟแรงดันเกิน ขึ้นอยู่กั[อุปกรณ์รับไฟ มีวงจร Regulate ปรับแรงดันลงหรือไม่ ถ้าไม่มี อุปกรณ์ช๊อตครับ หรือถ้าใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ POE ต้องระวังเรื่องไฟในสาย Lan ด้วยนะครับ ทำให้ Port Lan ช๊อตง่ายๆเลย

แต่ข้อดีคือ...ราคาถูก




อุปกรณ์รับไฟที่รองรับ (ขอยกตัวอย่างเป็น Access Point นะครับ) มักจะมีวงจร Regulate เพื่อปรับแรงดันให้ตรงกับที่อุปกรณ์ต้องการ เช่น แรงดันต้นทาง 24VDC วิ่งผ่านสาย Lan ประมาณ 100 เมตร เจอความต้านทานในสาย ไฟ DC ที่ปลายทางตกเหลือ 20VDC ตัว Access Point เช่นของ Ubiquiti ใช้แรงดัน 11 VDC ในตัว Access Point จึงต้องมีวงจร Regulate ปรับแรงดันให้ตรงตามที่ใช้งาน

Passive POE ราคาจะค่อนข้างถูก อุปกรณ์ Access Point ที่รองรับ Passive POE ส่วนใหญ่จะมี POE มาให้ในกล่องเลย เช่นของ Engenius Access Point รุ่นที่เป็น Outdoor, Ubiquiti, Mikrotik Access Point


รูปนี้จะเป็น Spec ของอุปกรณ์ Ubiquiti Access Point จะมี Passive POE ให้มาในชุดเลย




รูปนี้จะเป็นรูปแบบการต่อ Passive POE กับอุปกรณ์ Ubiquiti ครับ สาย Lan ลากได้ประมาณ 60-80 เมตร




ส่วนรูปนี้เป็นของ Engenius ครับ




เวลาใช้ Access Point หลายๆตัว ที่รองรับ Passive POE แล้ว จะวางเกะกะมาก




มีผู้ผลิตทำ Passive POE Switch ออกมาครับ ช่วยได้เยอะเลยเวลาเข้าตู้ Rack





www.sysnetcenter.com/1302-nc-link-nc-pus051d-24v-passive-poe-switch-5-port-4-port-24vdc-72w.html


ข้อเสียหลักของ Passive POE คือ ไม่มีการตรวจสอบไฟที่จะจ่ายออกไป เวลาเจอไฟกระชาก มักจะทำให้อุปกรณ์ที่รับไฟเช่น Access Point พังไปด้วย ควรต้องมีการติดตั้งเครื่องสำรองไฟที่สามารถควบคุมระดับไฟกระชากได้ครับ หรือติดตั้งพวก Surge Protection จะช่วยป้องกันได้เยอะมากครับ



มีรูปแบบการใช้งานอีกอย่างนึงคือ อุปกรณ์รับไฟ ไม่รองรับ Passive POE แบบ แต่ต้องการใช้ร่วมกับ Passive POE แบบตามรูป




http://www.sysnetcenter.com/power-over-ethernet/46-power-over-ethernet-passive.html


อุปกรณ์ เวลาซื้อ จะมี 2 ชุด ชุดแรก ประกอบด้วย Jack ตัวเมีย , RJ45 ตัวผู้ และ RJ45 ตัวเมีย จะเรียกชุดนี้ว่า Passive POE Injector ส่วนอีกชุด จะมี Jack ตัวผู้, RJ45 ตัวผู้ และ RJ45 ตัวเมีย จะเรียกว่า Passive POE Splitter การต่อ จะเหมือนกับรูปนี้ครับ




เมื่อก่อนจะนิยมใช้กับ Linksys WRT54GL ในงานติดตั้งระบบ Hotspot ภายในอาคาร

ข้อดี ไม่ต้องติดตั้งปลั๊ก 220VAC ไว้ใกล้ๆเพื่อเสียบ Adapter แต่ข้อเสียคือ เนื่องจากในอุปกรณ์ WRT54GL ไม่มีวงจร Regulate เพื่อลดระดับไฟ เราจึงต้องจ่ายไฟ 12VDC ที่ต้นทาง

ข้อเสีย ในสาย UTP จะมีความต้านทานในสาย ถ้าเราลากสายยาวๆ ซัก 50 เมตร Voltage ที่ปลายทางของสายจะตกลงมา อาจจะเหลือแค่ 9VDC หรือ ไปเจอสาย UTP ปลอม อาจจะเหลือไม่ถึง 5VDC ทำให้ไฟไม่พอ WRT54GL ไม่ทำงาน จึงต้องเดินสาย UTP สั้นๆ ครั้นจะเพิ่มไฟที่ต้นทางเป็น 24VDC ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะถ้าจ่ายไฟให้ WRT54GL เกินเยอะๆ ช๊อตครับ



และจะมีอุปกรณ์ที่แปลงไฟจาก POE มาตรฐาน 802.3af/at เป็นไฟ 24VDC, 12VDC และ 5VDC กรณีที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ POE ครับ จะมี Jack Adapter และ หัว RJ45 ไว้ต่อเข้ากับอุปกรณ์โดยตรง

ZQ-GAT-24V15W Gigabit POE Converter แปลงไฟ POE 802.3af/at เป็นไฟ 24VDC 15W

ZQ-AF-12V12W Gigabit Active PoE Splitter อุปกรณ์แปลงไฟ POE 802.3af/at Output 12VDC 1A 12W

ZQ-AF-5V10W Gigabit Active PoE Splitter อุปกรณ์แปลงไฟ POE 802.3af/at Output 5VDC 2A 10W

TOTOLINK POE200 Gigabit PoE Splitter สำหรับแปลงไฟมาตรฐาน 802.3af เพื่อจ่ายไฟ DC 5V, 9V และ 12VDC

3/04/2562

แยกชื่อและนามสกุล



โดยปกติการป้อนข้อมูลใน Excel ควรป้อนแยกเซลให้เป็นข้อมูลหน่วย่อยที่สุดที่ยังคงมีความหมาย เช่น ชื่อนามสกุล ก็ควรป้อนแยกคำนำหน้า ชื่อ และนามสกุลออกจากกัน เพื่อให้สามารถนำไปประมวลผลได้ง่าย แต่ก็พบว่าผู้ใช้ Excel จำนวนมาก มักจะป้อนรวมในเซลเดียว ดังตัวอย่าง



การประมวลข้อมูลข้างต้น ควรแยกคำนำหน้า ชื่อ และนามสกุลออกจากกัน โดยเนื้อหานี้ขอนำเสนอวิธีการแยกชื่อ (รวมคำนำหน้า) ออกจากนามสกุลด้วยความสามารถแปลงข้อความเป็นคอลัมน์ – Text to columns ก่อน



เนื่องด้วยรูปแบบของข้อมูลจะแบ่งแยกระหว่างชื่อ (รวมคำนำหน้า) กับนามสกุลด้วยช่องว่าง จึงสามารถใช้ “ช่องว่าง” ให้เป็นประโยชน์ โดยเลือกข้อมูลที่ต้องการแยกชื่อและนามสกุล ดังภาพ



เลือกเมนูคำสั่ง Data, Text to columns



จากภาพโปรแกรมจะสอบถามว่า “ระหว่างข้อมูลที่จะแยก ใช้เงื่อนไขใดระหว่างตัวคั่น – Delimited หรือจำนวนอักขระ – Fixed width” กรณีให้เลือกเป็น Delimited จากนั้นคลิกปุ่ม Next



จอภาพถัดไป โปรแกรมจะให้ระบุว่า “ตัวคั่น” ที่ใช้คืออะไร กรณีนี้เลือกเป็น ช่องว่าง หรือ Space จะพบว่าโปรแกรมแยกชื่อและนามสกุลออกเป็น 2 ส่วน คลิกปุ่ม Finish จะปรากฏผล ดังนี้



อย่างไรก็ดีวิธีที่ถูกต้องคือ การป้อนข้อมูลให้ถูกต้องตั้งแรกนะครับ ไม่ควรมาเสียเวลาแปลงแบบนี้

จากเนื้อหา “แยกชื่อและนามสกุล” ที่ได้แนะนำไปก่อนหน้า หากมีเนื้อหาดังตัวอย่าง



จากเนื้อหา “แยกชื่อและนามสกุล” ที่ได้แนะนำไปก่อนหน้า หากมีเนื้อหาดังตัวอย่าง





และต้องการแยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อ และนามสกุลเป็น 3 คอลัมน์ ดังนี้





จะต้องใช้ฟังก์ชันหลายฟังก์ชัน รวมทั้งเทคนิคการคำนวณแบบ Array ของ Excel ผสมผสานกัน โดยเริ่มต้นจาก





1) สร้างตารางข้อมูลเก็บคำนำชื่อที่เป็นไปได้ (สามารถเพิ่มเติมได้ภายหลัง)





จากนั้นกำหนด Range name ให้กับช่วงข้อมูลของรายการคำนำหน้าชื่อ กรณีตัวอย่างกำหนดชื่อ nametitle ให้กับช่วง B2:B10 ด้วยคำสั่ง Formulas, Define Name





2) เมื่อกำหนดพื้นที่รายการคำนำหน้าชื่อแล้ว ขั้นถัดไปก็จะเป็นการดึงนามสกุลออกมาก่อน ด้วยคำสั่ง =RIGHT(A2,LEN(A2)-FIND(” “,A2))





คำสั่ง =RIGHT(A2,LEN(A2)-FIND(” “,A2)) ประกอบด้วยคำสั่งซ้อน 3 คำสั่งคือ RIGHT, LEN และ FIND โดยมีความหมาย คือ
นำข้อมูลมาแสดงโดยดึงค่าจากตำแหน่งขวาสุด คำสั่ง RIGHT ที่มีรูปแบบคำสั่ง คือ =RIGHT(text,num_chars)
Text คือสตริงข้อความที่มีอักขระที่ต้องการแยก
num_chars ระบุจำนวนอักขระที่ต้องการแยก
กรณีนี้ num_chars ได้จากสูตร =LEN(A2)-FIND(” “,A2) คือเอาจำนวนอักขระทั้งหมด (LEN) มาลบด้วยตำแหน่งของช่องว่าง (FIND)
จำนวนอักขระทั้งหมด =LEN(A2) เท่ากับ 15
ตำแหน่งช่องว่าง =FIND(” “,A2) คิอ 7
15 – 7 = 8
ดังนั้นคำสั่ง RIGHT จึงเปรียบได้กับ =RIGHT(A2,8) นั่นเอง … ซึ่งหมายถึง ให้นำอักขระ 8 อักขระมาแสดงโดยดึงจากด้านขวาของข้อมูล


3) ดึง “ชื่อ” ออกมาใส่ในคอลัมน์ D ด้วยคำสั่ง =SUBSTITUTE(RIGHT(A2,MIN(LEN(SUBSTITUTE(A2,nametilte,””)))),E2,””)





โดยสูตรนี้ต้องป้อนแบบ Array ซึ่งก็คือการกดปุ่ม Ctrl + Shift + Enter แทนการกด Enter ปกติ โดยสูตรที่สูตร จะต้องมีเครื่องหมาย { } กำกับหน้าหลัง ดังนี้





4) จากนั้นจึงเป็นการดึงคำนำหน้า ด้วยคำสั่ง =SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(A2,D2,””),E2,””)





เพียงเท่านี้ก็จะสามารถดึงค่าดังกล่าวออกมาได้ตามต้องการ สำหรับการนำไปใช้ ขอแนะนำให้ใช้การเลือกข้อมูลคำนำหน้า ชื่อ นามสกุลแล้วคัดลอก (Copy) จากนั้นนำไปวางแบบ “เฉพาะค่า Value” ก่อนประมวลผลนะครับ


หมายเหตุ … สูตรที่ใช้ในข้อ 3 และะ 4 ขอไม่อธิบายรายละเอียด อยากแนะนำให้ลองศึกษาและฝึกทีละคำสั่งดูนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจด้วยตนเอง

2/08/2562

วิธีการ Update PHP ของ AppServ เพื่อความปลอดภัย

สวัสดีครับ ช่วงนี้กำลังเป็นประเด็นหนาหูเกี่ยวกับ hacker กลุ่มที่ผมสังกัดอยู่เลย
เกี่ยวกับการยิง Apache 2.2 ที่ติดมากับ AppServ 2.5.10 (ตัวล่าสุดนั่นแหละ)
ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่ จะเป็นเว็บ IP Bonus ฟรี และเว็บเซิฟเวอร์เถื่อน และเว็บอื่นๆ ที่ใช้
AppServ 2.5.10 หรือต่ำกว่านั่นเองครับ (IP Bonus หลายเว็บที่ทางทีมผมทดสอบยิง ก็ยิงได้เกือบทุกเว็บเลย)

ซึ่งวิธีการ มันก็ง่าย จนใครหลายคนคาดไม่ถึงแหละครับ เป็น PHP Injection ธรรมดาๆ
(ส่วนนึงก็เกิดจากความประมาทของผู้เขียน script ด้วย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น)

โดยส่วนตัวแล้ว หากเป็น Windows Server ผมจะแนะนำให้ใช้ IIS มากกว่า (แนะนำ 7.5 บน 2008 R2)
ซึ่งเซิฟเวอร์ของ tah club เอง ก็ใช้ IIS 7.5 เช่นกันครับ แต่หลายๆ ท่าน ซึ่งอาจจะไม่มีความรู้ จึงติดตั้งระบบ
พวกนี้ไม่เป็น (ขนาดผมติดตั้งเอง ยังกินเวลาเป็นวันเลยครับ) เพราะฉะนั้น AppServ คือทางเลือกหนึ่งที่หลายๆ คนมอง
แต่แลกกับความปลอดภัยของเว็บนั้น ผมคิดว่า มันไม่คุ้มกันเลย (ข่าว appserv โดนแฮก มีให้เห็นอยู่ร่ำไป)

ก่อนอื่น สำหรับท่านที่ลง appserv ให้ปิด Register Globals เพื่อความปลอดภัยก่อนนะครับ (อย่าลืม restart apache ด้วย)
หมายเหตุ: คลิกที่รูป เพื่อดูรูปใหญ่ได้
หมายเหตุ 2: ในรูป เป็น Windows Server 2008 R2 หากเป็น Windows Server 2003 ให้่ำทำแบบเดียวกัน

โดยการไปที่ C:\Windows แล้วเปิด php.ini มา แก้ register_globals เป็น Off แล้วเซฟครับ จากนั้นอย่าลืม restart

Image

เอาหละครับ มาถึงการอัพเดท php กันซักที ซึ่งผมจะโชว์ให้ดูนะครับ ว่าถ้าโดนยิง จะเป็นแบบนี้
httpd.exe ใช้ CPU ไป 99% กว่าๆ เลย (ทำให้เว็บล่มไปในทันที)
Image

ขอบอกก่อนนะครับว่า มันเป็น PHP Injection ธรรมดาๆ ผมไม่ได้ใช้ ddos ยิงเลย (แต่วิธีการยิงขอไม่บอกนะครับ)

ก่อนอื่น เชค PHP Version ก่อนนะครับ โดยการสร้าง php ดังนี้
Code: Select all
<?php
phpinfo();
?>
Image

ซึ่งในรูปด้านบน ก็คือ PHP 5.2.6 ซึ่งก็คือตัวที่มีปัญหา PHP Injection Exploit นั่นเองครับ เราจะมาอัพเดทเป็น
php 5.2.17 กัน (ตัวนี้แก้ปัญหาแล้ว) ทำตามขั้นตอนได้เลยครับ

ก่อนอื่น Stop Apache ก่อน (Start > Run > services.msc)

Image

เข้าไปใน C:\AppServ เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ php5 เป็นชื่ออื่นก่อน

Image

เสร็จแล้วไปที่ http://windows.php.net/download/ แล้วดาวน์โหลด PHP 5.2.17 VC6 x86 Thread Safe
โหลดแบบ zip นะครับ หรือกดโหลดตาม link นี้ได้เลย
http://windows.php.net/downloads/releas ... C6-x86.zip

หมายเหตุ: ไม่แนะนำ php 5.3 เพราะยังไม่รองรับ apache 2.2

โหลดเสร็จแล้ว แตกไฟล์ออกมา เปลี่ยนชื่อเป็นโฟลเดอร์ php5 ครับ

Image

Start Apache (Start > Run > services.msc)

Image

เสร็จแล้วครับ เชค phpinfo.php อีกที ว่าเป็น php 5.2.17 แล้ว ตามรูปครับ

Image

บั๊กยิงที่ว่านี้ เมื่อท่านอัพเดท server แล้ว ก็จะยิงไม่ได้แล้วครับ
และควรจะติดตามข่าวสารการ Update Software สม่ำเสมอ เพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบ
ท่านเอง เนื่องจากคงไม่สนุกแน่ๆ ที่เว็บโดนแฮก จริงมั้ยครับ?

1/28/2562

สร้างและแชร์ QR CODE ง่ายๆ จาก Google URL Shortener

แนะนำการสร้าง qr-code ที่สามารถนับสถิติได้ ว่ามีการเข้าใช้งานกี่คลิก จาก platforms ใหนบ้างหรือเข้าจาก browser อะไร
วันนี้มีโอกาสได้แนะนำการสร้าง qr-code ไว้ใช้งาน ให้คุณหมอท่านหนึ่ง จริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ขอสรุปมาไว้แบ่งปันสำหรับคนไม่รู้นะครับ
จริงๆ การสร้าง qr-code นั้นทำได้ง่ายมากๆ เลย มีเว็บไซต์ให้บริการ QR Code Generator เต็มไปหมด เบื้องต้นส่วนใหญ่จะฟรี แต่จะมี options เสริมอะไรแล้วแต่ผู้ให้บริการนั้นๆ ซึ้งอาจจะเก็บเงินเพิ่มเติมก็ได้

QR CODE ก็สามารถสร้างปัญหาให้เราได้

ปัญญามันมักจะเกิดกับตอนที่เราสร้าง qr-code แล้วเอาไปพิมพ์ในหนังสือหรือแผ่นพับโบร์ชัวต่างๆ ตรงนี้มันจะต้องวางแผนดีๆ เพราะถ้าหากพิมพ์ไปแล้ว ก็จะแก้ไขไม่ได้ เคยมีกรณีที่ผู้ใช้งานก็สร้าง qr-code จากเว็บทั่วๆ ไปแล้วไม่ได้อ่านดีๆ ว่าเว็บนั้นจำกัดอะไรมั้ย ปรากฎว่าโดนจำกัดการเข้าใช้งาน เช่น เข้าอ่านได้ 1000 คลิก จากนั้นต้องเสียเงิน จะเปลี่ยนก็ไม่ได้เพราะสั่งพิมพ์ไปหมดแล้ว ตรงนี้ต้องระวังดีๆ ครับ! ลองดูว่า qr-code ที่เราสร้างแล้วเวลาอ่านมันได้ url เดิมหรือค่าเดิมจากที่เราสร้างใหม ถ้าไม่ใช่อาจจะโดน redirect ไปที่เว็บอื่นๆ ก่อน ทำให้เค้าจำกัดการเข้าใช้งานเราได้

สร้าง QR CODE ง่ายๆ จาก Google URL Shortener

ถ้าไม่อยากเจอปัญหากวนใจในภายหลังลองใช้ Google URL Shortener ได้ครับ การใช้งานง่ายๆ มากเลย
ให้เข้าไปที่ Google URL Shortener จากนั้นก็ login ด้วย google account ของเรา ใส่ url ที่เราต้องการทำเป็น qr-code กด Shorten URL ก็จะได้ข้อมูลรายการที่เราสร้างขึ้นมาประมาณนี้
จากนั้นด้านท้ายแถวจะมีปุ่ม options ขึ้นมา ให้เราเลือก QR Code
จะได้ภาพ QR Code แบบนี้ เราสามารถ save ไปใช้งานต่อได้
ความเจ๋งของมันอยู่ที่เราสามารถ track ได้ว่ามีคนเข้าผ่าน QR Code ของกี่คนแล้วจากที่ใหนบ้าง สามารถดูสถิติต่างๆ ได้ เพียงแค่เราคลิกที่ Analytics Data
จะพบกับหน้า Dashboard ให้เราดูข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญมันฟรีนะ ^^
ลองใช้งานกันดูครับ.