2/02/2559

การติดตั้ง MySQL 5.5

MySQL เป็นซอฟต์แวร์ประเภทฐานข้อมูลชนิด RDBMS - Relational Database  Management Systemจัดเก็บข้อมูลในลักษณะของตาราง (table) ประกอบด้วย แถว (row )เป็น  records  และคอลัมน์ (column) เป็น fields ตารางทั้งหมดในฐานข้อมูลมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การจัดการฐานข้อมูลสามารถทำได้โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงที่เรียกว่า Structure Query Language  เรียกสั้น ๆ ว่า SQL  สามารถสร้าง  ปรับปรุงแก้ไข อ่าน หรือ ลบข้อมูล  (Create, Update, Read and Delete)
             MySQL เป็นซอฟต์แวร์แบบ Open-source จัดทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1995 โดย Michael Widenius และ Devid Axmark  แห่งบริษัท MySQL AB  ต่อมาถูกบริษัท Sun Microsystems ผู้สร้างโปรแกรมจาวา ซึ้อเข้าไปรวมกิจการเมื่อ ค.ศ. 2008 และบริษัท Oracle ได้รวมบริษัท Sun Microsystems  มาไว้ในบริษัทของตนอีกทอดหนึ่งเมื่อ ค.ศ. 2010              MySQL เป็นซอฟต์แวร์ทีใช้และเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย นอกจากความเสถียร จนสามารถไว้วางใจได้ (reliable) แล้วยังประมวลผลได้รวดเร็ว (speed performance) และมีคุณลักษณะ(feature) อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องมีในการใช้ฐานข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน

Download MySQL

เวปไซต์หลักของ MySQL คือ www.mysql.com   ปัจจุบัน MySQL ได้ออกมาถึงรุ่น 5.5 ( เดือน มกราคม  ค.ศ. 2012) สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://dev.mysql.com/downloads/mysql/5.5.html

ในที่นี้จะเลือกดาวน์โหลด MySQL Community Server 5.5.xx  ที่เป็นแบบ 64 bit และจัดเก็บในรูปแบบ zip archive  (ต้องเลือก platform  และ 32 หรือ 64 bit ให้เหมาะสมกับวินโดว์ที่ใช้งานอยู่ด้วย)  จะมีหน้าเว็บเพจให้สมัครเป็นสมาชิก MySQL account

ให้เลื่อนเมาส์ไปคลิกที่ “No thanks, just take me to the downloads!”  และเลือก HTTP mirror site ที่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด เพื่อดาวน์โหลด
เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้ว ให้กลับไปหน้าแรกของการ download   ที่เมนูด้านซ้ายมือ คลิกที่หัวข้อ MySQL Connectors  เลือก หัวข้อย่อย Connector /J   ซึ่งเป็นไดรเวอร์สำหรับเชื่อมต่อระหว่างจาวากับ MySQL ให้ดาวน์โหลดมาเก็บไว้เช่นกัน 

MySQL มีเครื่องมืออยู่ชิ้นหนึ่ง  ชื่อ MySQL Workbench เป็น Graphic User Interface  เป็นโปรแกรมที่ใช้แทนที่  mysql ที่เป็น  client-site application ( ซึงใช้งานในลักษณะ command line)  นอกจากยังใช้ในการทดสอบคำสั่ง SQL และใช้แทนโปรแกมรม MySQL Administrator ในรุ่นเก่า ๆ ด้วย
เมื่อดาวน์โหลดเสร็จสิ้นจะได้ไฟล์ 3 ไฟล์ ดังนี้

ติดตั้งและ กำหนดค่าเบื้องต้น (Install & Configuration)

  1. แตกไฟล์ mysql-5.5.xx-win64.zip ไว้ที่ “C:\WebProject\”  เมื่อ unzip ไฟล์ในโฟลเดอร์นี้ จะได้โฟลเดอร์ใหม่ที่มีชื่อยาวมาก  “C:\WebProject\mysql-5.5.xx-winx64”  ให้ทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ให้เหลือสั้น ๆ เพียง mysql   ในท้ายสุดจะได้โฟลเดอร์ที่ติดตั้ง MySQL เป็น “C:\WebProject\mysql”
  2. เข้าไปที่ โฟลเดอร์ “C:\WebProject\mysql”  มองหาไฟล์ ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “my….” นามสกุล .ini  พบว่าจะมีอยู่หลายไฟล์ด้วยกัน

  3. กรณีที่มองไม่เห็นนามสกุลของไฟล์ .ini ต้องเข้าไปแก้ไขใน Control Panel >> Folder Options >> เลือกแท็บ View >> ให้ uncheck เครื่องหมายถูกหน้าข้อความ “Hide extensions for known file types.”  คลิก apply และ ปุ่ม OK


  4. เปิด ไฟล์ “my-large.ini” ด้วย text editor (ในที่นี้ใช้ NotePad++)  save ไฟล์นี้ในชื่อใหม่ว่า “my.ini” แก้ไขและเพิ่มเติมข้อความดังต่อไปนี้
[client]
default-character-set=utf8
[mysqld]
:
:
skip-character-set-client-handshake=1
collation-server=utf8_general_ci
init-connect='SET NAMES utf8'
character-set-server=utf8

basedir=c:\WebProject\mysql
datadir=c:\WebProject\mysql\data
[mysqldump]
:
:
default-character-set=utf8
[mysql]
:
:
default-character-set=utf8
เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว ให้ save ไฟล์ที่แก้ไขนี้ด้วย   จะเห็นว่าพอร์ตที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง server – client  คือ 3306 ซึ่งเป็นค่า default   
บรรทัด basedir= … และ datdir=…. บอกถึงโฟลเดอร์ที่ติดตั้งโปรแกรม MySQL และโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บฐานข้อมูล 
คำสั่งอื่น ๆ เป็นการกำหนดให้ฐานข้อมูลของเราใช้รหัสตัวอักษร แบบ utf8  ทั้งฝั่ง server และ client การจัดลำดับการเรียงตัวอักษรจะเป็นแบบ utf8_general_ci

Start the server

                ลักษณะการทำงานของโปรแกรม MySQL  เป็นแบบ client-server  ฐานข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ฝั่งของ server  ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งในลักษณะ local (ฐานข้อมูล และ client program อยู่ในเครื่องเดียวกัน ) หรือในลักษณะ remote (ฐานข้อมูลและ client program อยู่ต่างเครื่องกัน) โดยผ่านทาง TCP/IP network
โปรแกรมที่ให้บริการฐานข้อมูลฝั่ง server คือ mysqld.exe  ตัว “d” ต่อท้ายคำว่า mysql มาจากคำว่า daemon เป็นคำที่มาจากระบบปฏิบัติการ Unix หมายถึงโปรแกรมหรือโปรเซสที่ทำงานอยู่ฉากหลังโปรแกรมอืน ๆ  ส่วนโปรแกรมที่ใช้ติดต่อกับ server เพื่อเข้าถึงข้อมูลคือ mysql.exe (ไม่มี d ต่อท้าย) ทั้งสองโปรแกรมนี้ถูกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ย่อย “C:\WebProject\mysql\bin”
การเริ่มให้ mysqld.exe ทำงานนั้น ให้ไปที่ Command shell แล้วใช้คำสั่ง mysqld –console ดังรูป

เมื่อเคาะปุ่ม Enter จะมีข้อความแสดงถึงการทำงานของโปรแกรม mysqld.exe ดังรูป  คำสั่ง –console จะให้นำมาแสดงผลให้เห็นบนหน้าจอ ถ้าไม่มี option จะเห็นแต่หน้าจอว่าง ๆ ไม่ข้อความใด ๆ นอกจากเคอเซอร์กระพริบเท่านั้น  ให้สังเกตข้อความ
mysqld: ready for connection และข้อความที่แจ้งถึงพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อ ในที่นี้คือ 3306
ให้ปล่อยหน้าจอ Command shell ทิ้งไว้อย่างนี้ตราบใดที่เราต้องการให้  MySQL server ทำงานให้บริการฐานข้อมูลอยู่  ในการเข้าถึง server ซึ่งในที่นี้จะเป็นแบบ local  ให้เปิดหน้าต่าง Command shell ขึ้นอีกหน้าต่างหนึ่ง เข้าไปที่โฟลเดอร์ย่อย bin พิมพ์คำสั่ง   mysql –uroot ดังนี้

Option –u หมายถึง user หรือผู้ใช้งาน ในที่นี้ตือ root หรือ administrator เมื่อกด Enter จะมีข้อความปรากฏดังนี้ พร้อมกับมี prompt  ที่มีข้อความ mysql> พร้อมที่จะรอรับคำสั่งในการติดต่อกับฐานข้อมูล
       ทดลองพิมพ์คำสั่งต่อไปนี้  show databases; ให้แสดงฐานข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด

ในที่นี้เราจะเข้าไปดูฐานข้อมูลที่ชื่อ mysql ว่าเก็บข้อมูลใดไว้บ้าง การเลือกใช้ฐานข้อมูลให้ใช้คำสั่ง “use” 

จะดูลึกลงไปอีกว่าในฐานข้อมูลชื่อ mysql มีตาราง(table) ใดเก็บไว้บ้าง  โดยใช้คำสั่ง show tables;

พบว่ามีตารางทั้งหมด 24 ตาราง  ตารางที่เราสนใจคือ ตารางที่ชื่อว่า user

                ต้องการดูว่าตาราง user มีฟิลด์ใดเก็บไว้บ้าง  ใช้คำสั่ง describe  ดังนี้

มีจำนวนฟิลด์ถูกเก็บไว้ถึง  42 ฟิลด์  ฟิลด์ที่เราสนใจคือ Host, User และ Password   ข้อมูลเหล่านี้คือข้อมูลของผู้ใช้งานและpassword ของผู้ใช้งานแต่ละคน
ใช้คำสั่ง select host, user, password from mysql.user; เพื่อดูผลลัพธ์

จะเห็นว่า Host ที่เป็น localhost ทั้งหมด ซึ่งมีหมายเลข IP แบบ 4 หลัก เป็น 127.0.0.1 หรือ แบบ IPV6 เป็น : :1 ผู้ใช้คือ root นั้น ยังไม่มีการกำหนด password เลย และบรรทัดสุดท้าย นั้นบอกว่า ผู้ใช้ที่เป็นนิรนาม anonymous คือจะเป็นใครก็ได้ สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้โดยไม่ต้องมี password เช่นกัน ซึ่งนับว่าไม่ปลอดภัยเลย

กำหนด password ให้แก่ root

สมมติว่าเราจะกำหนด password ของ root ให้มีค่าเป็น  “xxxxx”   ให้พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้

  Update user set  password=PASSWORD(“xxxxx”) where User=’root’;

เข้าไปดูข้อมูลในตารางชื่อ user อีกครั้ง จะเห็นว่ามีการกำหนด password และเข้ารหัส password ไว้เพื่อมิให้ผู้อืนได้ทราบ


 หมายเหตุ

    เราสามารถกำหนด  password ที่ละรายโดยใช้คำสั่งต่อไปนี้

    mysql>set password for  ‘root’@’localhost’=password(‘xxxxx’);

    mysql>set password for ‘root’@’: :1’=password(‘xxxxx’);

    mysql>set password for  ‘root’@’127.0.0.1’=password(‘xxxxx’);
    
บรรทัดสุดท้าย ที่เป็น localhost แต่ไม่มีชื่อผู้ใช้ และไม่มี password นั่นหมายถึง ผู้ที่ไม่มีรายชื่อในตาราง user สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้โดยไม่ต้องมี password  ให้ทำการลบบรรทัด(record) นี้ทิ้ง โดยใช้คำสั่ง

  Mysql> drop user ‘’@’localhost’;

ดูรายชื่อผู้ใช้และ password ในตาราง user อีกครั้ง จะเห็นว่าผู้ใช้ซึ่งเป็นนิรนาม ไม่สามารถเข้ามาใช้ฐานข้อมูลนี้ได้อีกแล้ว


การยกเลิกการติดต่อกับฐานข้อมูล ให้ใช้คำสั่ง quit

โปรแกรม mysql  จะยกเลิกการติดต่อกับฐานข้อมูล แต่โปรแกรม mysqld.exe ที่อยู่ฝั่ง server ยังคงทำงานอยู่ เพื่อให้ server รับรู้การเปลี่ยนแปลง ให้ปิด server โดยใช้คำสั่ง Control+ c หรือ Control + break

ไม่ควรใช้คำสั่ง close หรือคลิกที่กากบาทที่มุมขวาของหน้าต่าง Command shell เพราะการทำเช่นนี้คือ การ  kill process  เป็นการปิด server กลางคัน
จากนั้นให้ start server อีกครั้งด้วยคำสั่ง mysqld –console
ถ้าต้องการเข้าไปใช้ข้อมูล ให้พิมพ์คำสั่ง  mysql –uroot เหมือนครั้งก่อน พบว่าครั้งนี้ไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้ จะมีข้อความแสดงการปฏิเสธการเข้ามาใช้งาน

พิมพ์คำสั่งอีกครั้ง คราวนี้ใส่ option –p เพิ่มเข้าไปด้วย หมายถึง การใส่ password

mysql –uroot  -p  (กด Enter)      
จะมีข้อความให้ใส่ password  เมื่อเราใส่ password ได้ถูกต้อง ก็จะสามารถเข้าไปใช้งานได้


       หมายเหตุ

       การปิด server  สามารถใช้โปรแกรม  utility ชื่อ mysqladmin.exe  อยู่ในโฟลเดอร์ bin เช่นกัน  การใช้งานมีดังนี้

       C:\WebProject\mysql\bin>mysqladmin  –u root   -p xxxxx  shutdown

     
ในการ start mysql server  อาจเขียนเป็น  batch file ได้ดังนี้  save เก็บไว้ในชื่อ startMysql.bat
startMysql.bat
cd \
cd c:/WebProject/mysql/bin
mysqld –console

ทดลองสร้างฐานข้อมูล

ใน MySQL server จะประกอบด้วยฐานข้อมูล(Database)หลาย ๆ ฐานข้อมูล แต่ละฐานข้อมูล ประกอบด้วยตาราง (table) เป็นจำนวนมาก  แต่ละตารางประกอบด้วยแถวหรือจำนวนข้อมูล (record) หลาย ๆ แถว ในแต่ละแถวจะประกอบด้วยคอลัมน์ (column or field) หลาย ๆ คอลัมน์
ในขั้นตอนนี้จะทดลองสร้างฐานข้อมูล เก็บรายชื่อนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาต่าง ๆ ในภาควิชาฟิสิกส์ ให้ชื่อฐานข้อมูลนี้ว่า student   ดังขั้นตอนต่อไปนี้
  1. Start MySQL server (ถ้ายังไม่ได้ start)
  2. ใช้โปรแกรม mysql เชื่อมต่อกับ server  โดยใช้คำสั่ง  “mysql –uroot –p “ ดังรูป
  3. สร้างฐานข้อมูล ชื่อ student โดยใช้คำสั่งต่อไปนี้
  4. mysql>create  database if not exists student;
  5. เลือกใช้ฐานข้อมูล student ที่เพิ่งสร้างไปสักครู่นี้
     use student;
  6. สร้างตารางที่ชื่อ group01 เพื่อเก็บ รหัสนักศึกษา (id) ขื่อ (name) วิชาที่ลงทะเบียนเรียน (subject) และระดับคะแนนของนักศึกษา (gpa) โดยใช้คำสั่งดังนี้
  7. Mysql>create  table group01 (id int, name varchar(40), subject varchar(50), gpa float);

    ใช้คำสั่ง describe ดูฟิลด์ต่าง ๆ ที่เรากำหนดเข้าไปในตาราง


  8. ใส่ข้อมูลลงไปในตารางโดยใช้คำสั่ง insert  ข้อมูลชนิด string จะต้องมีเครื่องหมาย ‘ ครอบหัวท้าย  ถ้าเป็นข้อมูลชนิด float หรือ int  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย’ ปิดหัวท้าย

ได้ใส่ข้อมูลเข้าไปในตาราง class01 จำนวน 4 รายการ   ต้องการแสดงข้อมูล ใช้คำสั่ง SQL แสดงผลดังนี้

 mysql>select  * from  group01;

กรณีที่ข้อมูลเป็นภาษาไทย จะต้องทำให้ Command shell สามารถรองรับภาษาไทยได้เสียก่อน  ให้อ่านบทความ “การติดตั้งภาษาไทยใน Dos prompt  หรือ Command shell ในวินโดว์ 7”   เมื่อติดตั้งภาษาไทยให้ Command shell เรียบร้อยแล้ว ให้ดูหัวข้อ ” mysql client กับภาษาไทยรหัส utf8”

MySQL server ทำงานแบบ windows service

                ในทางปฏิบัติจริง ๆ เรานิยมให้ MySQL server ทำงานเป็นฉากหลัง อย่างอัตโนมัติ เมื่อเริ่ม start วินโดว์ ไม่ต้องให้ผู้ดูแลระบบมาทำการ start ด้วยมือทุกครั้งเมื่อเข้าระบบปฏิบัติการวินโดว์  หรือกล่าวว่าให้ MySQL server ทำงานในลักษณะ  windows service   หรือเรียกว่า “DAEMON” ในระบบ Unix
                การกำหนดให้ MySQL ทำงานหรือให้บริการทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ระบบปฏิบัติการวินโดว์ ทำได้ดังนี้
  1. รัน Command shell โดยวิธี run as administrator กดปุ่มวินโดว์ + r แล้วพิมพ์คำสั่ง cmd กดปุ่ม Ctl + Shift +Enter พร้อมกัน จะได้หน้าต่าง command shell ที่แสดงว่าขณะนี้ใช้งานในลักษณะของ administrator อยู่ วิธีการเปิด Window command shell ในฐานะ administrator ให้อ่านจากบทความนี้


  2. ใน Command shell  พิมพ์คำสั่ง  “C:\WebProject\mysql\bin> mysql – install
  3. คำสั่งนี้เป็นการนำ MySQL ไปใส่ไว้ใน services ของวินโดว์   เมื่อใช้ task manager เปิดดู (โดยกด CTRL + ALT + DEL พร้อม ๆ กัน และเลือกเมนู อันล่างสุด ที่เขียนไว้ว่า Task bar manager)  เปิดดูที่ แท็บชื่อ services

    กลับไปที่ Window Command shell พิมพ์คำสั่ง “net start mysql”  เพื่อให้ MySQL service ทำงาน

    เมื่อเข้าไปเปิดดูใน task manager จะเห็น การทำงานของ  mysql service

    ต้องการหยุดการทำงานของ mysql service ให้ใช้คำสั่ง “net stop mysql”

    ต้องการจะถอดถอน service ออกจากระบบปฏิบิตการวินโดว์ พิมพ์คำสั่ง “mysqld –remove”

    ถ้าเรารัน Command shell แบบปกติ  จะไม่สามารถติดตั้ง service ของ MySQL  ได้ จะมีข้อความปฏิเสธการติดตั้ง   “Install / Remove of the Service  Denied! “  ดังภาพ

การแก้ไขอีกวิธีหนึ่งก็คือ ให้เข้าไปปิด User Account Control หรือ UAC เสียก่อน ดังนี้  ไปที่  Control Panel  >> User Account s >> Change User Account Control Settings

จะมีหน้าต่าง User Control Setting ให้เลื่อนสไลด์บาร์ มาที่ตำแหน่งต่ำสุด  และคลิก OK  วินโดว์จะให้เราทำการ restart วินโดว์ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้การระงับการใช้งาน UAC มีผล


จากนั้นกลับไปใช้คำสั่ง  “mysqld –install” ใหม่อีกครั้ง

รวมคำสั่งที่ใช้บ่อย ๆ

                ถ้า  MySQL  server  ถูกติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ  (ไม่เป็น localhost)  สามารถใช้ mysql client ติดต่อแบบ remote ไปยัง server ได้โดยใช้คำสั่งดังนี้              
  mysql  –h Hostname –u user –p
                -h ใช้ในการระบุชื่อ server ที่ติดตั้ง MySQL อาจระบุเป็น IP address ก็ได้

คำสั่งทั่วไป

                status หรือ  \s   แสดงสถานะต่าง ๆ ของ server เช่น ขณะนี้ใครเป็นผู้ใช้งานบ้าง  พอร์ตที่ใช้ติดต่อ การเข้ารหัสตัวอักษร

      ;  เครื่องหมาย semi colon  เป็นการส่ง คำสั่งไปให้ server ประมวลผล ซึ่งจะเห็นอยู่ท้ายคำสั่งเสมอ
      \c  ย่อมาจากคำว่า cancel  เป็นการยกเลิกคำสั่ง ที่กำลังพิมพ์อยู่ 

คำสั่งระดับ ฐานข้อมูลหรือ database 

สมมติให้ dbName  คือชื่อฐานข้อมูล

การสร้างฐานข้อมูล
CREATE DATABASE  dbName
CREATE DATABASE IF NOT EXISTS dbName
การลบฐานข้อมูล DROP DATABASE dbName
DROP DATABASE IF EXISTS dbName
การเรียกใช้ฐานข้อมูล Use dbName

คำสั่งระดับ ตาราง

 ให้ tableName คือชื่อตารางในฐานข้อมูล

การสร้างตาราง
CREATE TABLE  tableName
CREATE TABLE IF NOT EXISTS tableName
การลบตาราง DROP TABLE tableName
DROP TABLE  IF EXISTS tableName
แสดงตารางที่มีอยู่ในฐานข้อมูล SHOW TABLES
แสดงฟิลด์ที่มีอยู่ในตาราง DESCRIBE tableName  หรือ  DESC tableName
เปลี่ยนชื่อตาราง RENAME TABLE tableName to newTableName [, tableName2 to newTableName2]…
แก้ไขโครงสร้างตาราง ALTER TABLE tableName MODIFY   fieldName1 varchar[50]
เปลี่ยนขนาดฟิลด์ fieldName1 เป็น varchar[50]
ALTER TABLE tableName MODIFY   id INT[4] NOT NULL DEFAULT ‘1’   AUTO_INCREMENT
เปลี่ยนฟิลด์ id ให้เป็นแบบ AUTO_INCREMENT  มีค่าโดยปริยายเป็น 1
ALTER TABLE tableName MODIFY   fieldName  TITNYTEXT
เปลี่ยนขนาดฟิลด์ fieldName  ให้เป็น TINYTEXT
ALTER TABLE tableName DROP fieldName2
ลบฟิลด์ fieldName2
ALTER TABLE tableName ADD birthdate DATE
เพิ่มฟิลด์ birthdate เป็นข้อมูลชนิด date

คำสั่งระดับ record


เพิ่ม record เข้าไปในตาราง
INSERT INTO tableName VALUES (field1Value, field2Value, … )
INSERT INTO tableName (field1Name, field2Name,…, fieldname) VALUES (field1Value, field2Value, …,fieldnValue )
ลบ record ในตาราง DELETE FROM tableName WHERE criteria
ปรับปรุง record ในตาราง UPDATE tableName SET columnName = expression WHER criteria
แสดง record ในตาราง SELECT field1Name, field2Name, … FROM tableName 
WHERE cireria
ORDER BY fieldAName  ASC|DESC, fieldBName ASC|DESC, …

นำข้อมุลจาก text file ไปใส่ใสตาราง

พิมพืข้อมูลด้วย Notepad หรือ text editor ที่ถนัด คั่นระหว่างฟิลด์ด้วย tab  ใช้คำสั่ง LOAD DATA INFILR มีรูปแบบการใช้งานดังนี้

mysql>  LOAD DATA INFILE “data.txt” INTO TABLE tableName;

  mysql>LOAD  DATA INFILE “c:/mysql/data/data.txt”   INTO TABLE tableName;

1/31/2559

ทำ Hiren Boot เพื่อให้ Boot ได้ด้วย USB Flash Drive

ทำ Hiren Boot เพื่อให้ Boot ได้ด้วย USB Flash Drive

วิธีนี้ใช้ตั้งแต่ Hiren's Boot CD Version 9.7 ขึ้นไป

เครื่อง Com ต้อง Boot USB ได้

1. Download ... Hiren's Boot CD Current version ณ.เวลานี้ v.15.2


* โปรแกรมต่อไปนี้ อาจจะ Error ไม่สามารถทำงานได้

- ไป Set ให้ User ตัวเองเป็น Full Control

* ทำให้ User ของเราเป็น Full Control ทำดังนี้

 - คลิกขวาที่ Drive C Properties > security > Advaned > Owner > Edit
 - คลิกชื่อ User ของเรา คลิก OK คลิก Yes กลับมาที่ Security คลิก Edit คลิกที่ชื่อ User ของเรา
 - ติกเครื่องหมายถูกที่ช่อง Full Control  คลิก OK OK OK

2. Download ... USB Disk Storage Format เอาไว้ Format USB Flash Driv
* ไฟล์ SetUp นี้ต้องไว้ที่ DeskTop เท่านั้น ไม่งั้น Error
* Format เป็น FAT32 เท่านั้น เพราะโปรแกรม DOS ไม่รู้จัก NTFS

* ถ้ายัง Format ไม่ได้ก็ต้องแบบเถื่อน ๆ 

เข้าหน้า cmd
ถ้าแฟลชไดร์วคือไดร์ว x พิมพ์ว่า 
Format x:/fs:Fat32

ขึ้นหน้าจอ DOS มาเตือนให้ใส่ Disk จริง ๆ ก็ใส่ไว้แล้ว จะได้รู้ว่า เป็น Driv อะไร
แล้วก็ Enter ไป ช้าแต่ชัวว์

3. Download ... Grub4Dos Installer เอาไว้สร้าง MBR และ Partition Boot Sector ให้ USB Flash Drive Boot ระบบได้ด้วย OS DOS Free
* ถ้าเป็น WIN 7 จะ Run ไม่ได้เพราะจะ Block โปรแกรม Dos
* ให้ทำการ copy โพล์เดอร์ Grub4Dos ที่แตกแล้วไปไว้ที่ DeskTop

* Copy ไฟล์  grubinst ไปไว้ที่ C:\ (ไม่ได้อยู่ในโฟร์เดอร์ใด ๆ)
* เข้าโฟล์เดอร์ Grub4Dos ทำการ Run โปรแกรม  grubinst_gui เรียบร้อย



4. ทำการ Run โปรแกรม usb_format.exe เพื่อทำการ Format USB Flash Drive

อ้าวว อูบุนตูทำเซ็ง... Wubi ดันใช้ รุ่น 64Bit อดเลย

ไม่เป็นไร ไว้รมย์ดี ๆ คอย ไปเอารุ่นอื่น ๆ มาใช้ก็ได้.. เซ็งเป็ด

****

จำได้เมื่อ ซักปี 2543-44 เคย ลงเครื่องที่ทำงาน ใช้ของทะเลไทย
คือมัน บล๊อกมีเดียร์ ไอ้เราก็อยากดูหนังตอนพักเที่ยง เอาไงดีฟ่ะ

ก็ไม่ยากส์ ลงมัน 2 OS พอพักเที่ยง ก็ Boot เป็น Linux ซะดูซีรีย์ ดูแผ่นไปตามที่เคย มันก็แอบมาเดินผ่านด้านหลังเราเพื่อดูหน้าจอ บ่นให้ได้ยินอีกนะ เฮ้ยทำไรมันไม่ได้เหรอ... เออ.. ดิ.. โปรมมันคุม Win ได้ คุม Linux ไม่ได้ 555555555


แต่พอย้ายมาสาขามันด่ากันตรึม ฟอร์แมตไม่เป็น โธ่... ก็แค่ไปลบพาติชั่นทิ้ง
แล้ว สร้างใหม่ ลงใหม่แค่นี้ ก็ต้องมาบนให้ได้ยิน... Why Away Me

Hiren Boot USB : ทำง่ายนิดเดียว ไปดูกันครับ

  สวัสดีครับ วันนี้เป็นทิป Hiren Boot  USB สำหรับนักเล่นคอม นั้นก็คือ Hiren Boot โดยเราจะทำ Hiren Boot ให้มาอยู่ในรูปแบบของ USB กันครับ ซึ่งวิธีก็ง่ายเพียงนิดเเดียวเองครับ
  โดยเริ่มแรกนั้น เราจะต้องเตีรยมไฟล์สำหรับทำกันก่อนครับ ซึ่งก็มี
1. USB Disk Storage Format   Load
2. grub4dos   Load
3. Hiren's BootCD 11.0   Load  
   
ถ้ามีการขัดข้องในลิ้งที่ให้ไป ลองไปติดตามที่เว็บนี้ครับ Hiren's BootCD

 เรามาเริ่มขั้นตอนกันเลยครับ

1. รัน USB Disk Storage Format แล้วเลือก USB Drive ที่เราเสียบเข้าไปครับ
2. เลือก Quick Format เพื่อความรวดเร็ว
3. กด Start เพื่อเริ่มครับ รอสักครู่


1. รัน grub4dos แล้วเลือก Disk เลือก Drive ของเราครับ
2. ที่ Past Lisk เลือกตามรูปครับ
3. กด Install
 
 
1. คัดเลือกไฟล์ grldr และ menu.lst ใน grub4dos แล้วคัดลอกไปใส่ใน USB Drive


สุดท้ายจะเป็นภาพที่มีไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ใน USB Drive โดยลูกศรสีแดงคือไฟล์ที่ผมคัดลอกมาจาก ไฟล์อิมเมจของ Hiren's BootCD 11.0 ซึ่งเมื่อโหลดที่ผมให้ไปแล้ว ก็ทำการแตกไฟล์แล้วจะพบไฟล์ข้อมูลและอิมเมจนามสกุล .ISO ให้ทำการนำไฟล์จากอิมเมจคือ ไฟล์ของลูกศรสีแดง ซึ่งไฟล์อิมเมจนั้น อาจจะได้จากแตกไฟล์หรือใช้โปรแกรมจำพวก .ISO ก็แล้วแต่ครับ
  เพียงเท่านี้ก็เสร็จสมบูรณ์  ลองนำไปบูตดูครับ

10/16/2558

วิธีแก้ไข Ctrl+c Ctrl+v ใน Word 2010 กับ windows 8 ไม่ได้

ขอ เกริ่นก่อนนะครับ เครื่องของผมใช้ Windows 8 + office 2010 อาการคือเปิด word แล้ว ใช้ shortcut Ctrl+c Ctrl+v ไม่ได้แต่สามารถใช้เม้าส์เลือก copy และ paste ได้ปกติ แต่เมื่อได้สอบถามกับทาง Microsoft help และได้ทดสอบ ปรากฎว่าอาการนี้ มักจะเกิดกรณีเปลี่ยนคีบอร์ดเป็นภาษาไทย แล้วไปเปิดโปรแกรม Microsoft Word 2010 จะไม่สามารถใช้ Shortcut ได้ ทุกคำสั่ง แต่เมื่อแป้นพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษจะไม่เป็นไร ใช้ได้ปกติ (ก่อนเปิดโปรแกรม Word 2010)
ปล. Excel Powerpoint อาการนี้ไม่มี
เมื่อวานทาง Microsoft help ส่ง link วิธีแก้ไข และได้ทดสอบแก้ไข ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี เลยอยากจะแชร์ให้ทราบกัน
วิธีการแก้ไข
  1. เปิด Microsoft Word 2010 ขึ้นมาเลย
  2. ไปที่เมนู File > option 
  3. เลือก Customize Ribbon และเลือกปุ่ม Customize ตามภาพ
  4. ทำ ขึ้นตอน ที่ 1 – 4 ตามภาพ เลือก Categories เลือก Home Tab แล้วไปดูที่ Commands เลือก EditCopy จะเห็นว่า ช่อง Current Keys นั้น Ctrl+c หายไป ให้เอาเม้าส์ไปคลิ๊กช่อง Press new shortcuy key ดังขั้นตอนที่ 3 แล้วกดคีย์บอร์ด Ctrl ค้างไว้แล้วกด c ตัวอักษร Ctrl+c จะปรากฎขึ้นจากนั้น กดปุ่ม Assign เพื่อบันทึก ตามขึ้นตอนที่ 4 ดังภาพ
  5. แล้วอย่าลืม แก้ตัวอื่นด้วยนะครับ เช่น EditCut (Ctrl+x)   EditFind (Ctrl+f) EditPaste (Ctrl+v) EditUndo (Ctrl+z) FileSave (Ctrl+s) และ FilePrint (Ctrl+p)
ปล. หากหาคำสั่งในช่อง Commands  ไม่เจอ ให้เลือก Categories เป็น All Commands ดังภาพ ลองทำดูนะครับ
----------------------









10/06/2558

ใครใช้ VPS , Dedicated Server แนะนำ ★★★ ฟรี! Control Panel Vesta

มลองเล่นดูหละ ลงเร็ว ใช้งานง่ายมากๆ ที่สำคัญฟรีครับ

‪#‎ย้ำ‬ มันคือFree Control Panel

อ้างถึง
1) มันคือ Web Hosting Control Panel ครับ
2) มันเป็น Open Source อยู่บน Github ครับ https://github.com/serghey-rodin/vesta
3) มันออกแบบมาให้ใช้ native package ของ OS ไม่มีการ compile แยก ทำให้การ update package ต่างๆ ใช้วิธีของ OS ปกติได้เลย ไม่ต้องจำวิธีการแยกของ CP อยู่ (ผมชอบแบบนี้มากกว่าแบบของ DA นะ มันกลืนกับ OS ดี)
4) มันลงง่ายกว่า DA (เพราะไม่มีเรื่อง license สั่งคำสั่งเดียวก็จบ)
5) default มันลง nginx ดักหน้า apache มาให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องแก้อะไรเพิ่มเลย
6) เท่าที่ review security ถือว่าดีเลยครับ แยก process ของ cp ออกจากเว็บปกติให้เรียบร้อย


วิธีลงคร่าวๆ นะครับ

1. ติดตั้ง Linux ตามที่ support
#    Currently Supported Operating Systems:
#    RHEL 5, RHEL 6
#    CentOS 5, CentOS 6
#    Debian 7
#    Ubuntu 12.04, Ubuntu 12.10, Ubuntu 13.04, Ubuntu 13.10, Ubuntu 14.04
ลงแบบ minimal นะครับ

2. หลังจากลงเสร็จ ก็ update ระบบแล้วรีเครื่องซักรอบ
3. Download installation script
โค๊ด:
curl -O http://vestacp.com/pub/vst-install.sh
4. Run it
โค๊ด:
bash vst-install.sh

ลงง่ายไปนะ  
คู่มือครับ http://vestacp.com/docs/

เป็นอันเสร็จสิ้น มีปัญหาอะไรสอบถามได้ในกระทู้นะครับ
ขอบคุณทุกกำลังแรงใจฮ่ะ  
ปล.VPS ของผมลงให้ฟรีทุกแพลนครับ

การติดตั้ง Vestacp บน CentOS 6.5 x64

Vesta Control Panel คือ?

Vesta เป็น Web Hosting Control Panel ประเภท Open Source อนุญาติให้เราดาวน์โหลดมาใช้ฟรีๆ เป็น CP ที่ติดตั้งได้ง่ายมากเมื่อเทียบกับ CP ตัวอื่นๆ และใช้ Native Package ทั้งหมดของ OS ซึ่งมีข้อดี คือ ถ้าหากต้องการอัพเดท Package สามารถใช้คำสั่ง yum update ได้ตามปกติ เพราะระบบไม่มีการแยก compile กับ OS แต่อย่างใด

Vesta Control Panel มีอะไรน่าสนใจบ้าง?

Web Server (Apache with Nginx as Reverse Proxy)
DNS server
Database Server
Mail Server
FTP Server
Nginx out of the box
SSL certificates & SNI
Wildcard support
Configuration Templates
DKIM support
Fast Backups
Easy update manager
System Monitoring
AntiSpam / Antivirus
WHMCS billing support
Simple and Clean GUI
Powerfull CLI & API
Secure Platform
GPL v3 License
Autoupdates

Vesta Control Panel รองรับระบบปฎิบัติการ(OS) อะไรบ้าง?

  • RHEL 5, RHEL 6
  • CentOS 5, CentOS 6
  • Debian 7
  • Ubuntu 12.04, Ubuntu 12.10, Ubuntu 13.04, Ubuntu 13.10, Ubuntu 14.04

ติดตั้ง Vesta Control Panel ผ่าน SSH

เนื่องจากเพิ่งได้ VPS ฟรี 2 เดือน มาลองใช้ จึงลองสร้าง Droplet และติดตั้งอิมเมท CentOS 6.5 x64 เพื่อใช้สำหรับทดสอบในครั้งนี้
1. ดาวน์โปรแกรม PuTTY เปิดโปรแกรมและพิมพ์หมายเลขไอพีของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของคุณ
putty-ssh
2. ล็อกอินเครื่องเซิร์ฟเวอร์และอัพเดทโปรแกรมที่เคยติดตั้งผ่าน yum
พิมพ์คำสั่ง yum update
3. ติดตั้งโปรแกรมพื้นฐาน
พิมพ์คำสั่ง yum install vim nano screen unzip zip curl wget dos2unix nc bc bind-utils -y
4. ดาวน์โหลดสคริปต์สำหรับการติดตั้ง
พิมพ์คำสั่ง curl -O http://vestacp.com/pub/vst-install.sh
5. เรียกใช้สคริปต์
พิมพ์คำสั่ง bash vst-install.sh
vestacp-setup
-แสดงหน้าจอยืนยันการติดตั้ง
พิมพ์คำสั่ง “Y”
-แสดงหน้าจอถามอีเมล
พิมพ์อีเมล์สำหรับรับชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน กด Enter
-แสดงหน้าจอถาม Hostname กด Enter
รอ…
6. หลังติดตั้งเสร็จ หน้าจอจะแสดงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน สำหรับล็อกอินเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งส่งไปยังอีเมลที่ระบุไว้ตอนต้นด้วย
vestacp-install-finish
7. เปิดเว็บไซต์แล้วล็อกอินเข้าสู่ระบบ ตามข้อมูลที่ได้รับทางอีเมล์หรือจากหน้าจอโปรแกรม PuTTY
vestacp-login
8.หน้าแรกของ VestaCP
Vesta Control Panel
CP มีเมนูเยอะใช้ได้เลย แต่ไม่น่าจะใช่เรื่องยากสำหรับการเรียนรู้ ลองเอาไปติดตั้งเล่นกันดูน่ะ ไปแล้ว…
ที่มา : http://www.vestacp.com

9/11/2558

ประเภทของ Active Directory Domain Controller และการนำไปใช้งาน

image.png

รู้จักประเภทของ โดเมนและการเลือกใช้งานกันครับ
จากรูปด้านล่างแสดงถึง Enterprise Admins Group ที่สมาชิกใน Groups นี้สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ทุก Domain ใน Forest เดียวกัน
ประเภทของ Active Directory Domain Controller และการนำไปใช้งาน,Additional Domain Controller,Child Domain,Domain Tree
· Additional Domain Controller
เป็นการเพิ่ม Domain Controller เข้าไปใน Domain ที่มีอยู่แล้ว เพื่อแบ่งเบาภาระการทำงานของ Domain Controller ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้และเพิ่มการรองรับการทำงานในกรณีที่ Domain Controller ทีมีอยู่ก่อนหน้านี้อาจไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว (เรียกการทำงานแบบนี้ว่า Multi – Master) คือสามารถทำงานทดแทนกันได้
จากรูปด้านบน dc01.demo.local เป็น Domain Controller ตัวแรกที่เราได้สร้างขึ้นจาก LAB ที่ผ่านมา และ dc02.demo.local เป็น Additional Domain Controller ของ Domain demo.local
· Child Domain
เป็นการสร้าง Domain ไว้ในกรณีที่ เราต้องการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ แต่ ….. ต้องการแยกขอบเขตการบริหารจัดการกัน
ยกตัวอย่างเช่น
สำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพ ต้องการตั้งสำนักงานสาขาที่เชียงใหม่ จึงตั้งระบบ Child Domain ขึ้นมาโดยใช้ชือ cm.demo.local
และมี Server 2 ตัวสำหรับ Domain cm.demo.local คือ dc03 และ dc04 การตั้งค่าแบบนี้จะทำให้การปรับแต่งได ๆ ที่ demo.local ไม่มีผลกระทบมายัง cm.demo.local และเช่นกันครับ การปรับแต่งค่าได ๆ ที่ cm.demo.local ก็จะไม่มีผลกระทบกับ demo.local แต่……ผู้ดูแลระบบที่ demo.local ถือว่าเป็น Administrator Account ในระดับ Enterprise Admin Groups จะสามารถเข้ามาปรับแต่ง Child Domain และ Domain Tree ได้เช่นกัน
· Domain Tree
เป็นการสร้าง Domain ไว้ในกรณีที่ เราต้องการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ แต่ใช้ชือ Domain ที่แตกต่างกัน เช่นตามรูปตัวอย่างเรามี Root Domain ชื่อ demo.local แต่เราขยายกิจการใหม่ จำเป็นต้องตั้งสาขาใหม่และชื่อของกิจการไม่เหมือนเดิม จึงทำการตั้ง Domain สำหรับกิจการใหม่นี้ว่า abc.com โดยที่เลือกตั้งค่าเป็น Domain Tree
วิธีการตั้งค่าแบบนี้จะมีประโยชน์คือช่วยให้การบริหารจัดการยังเป็นแบบรวมศูนย์อยู่เหมือนเดิม โดยที่ ผู้ดูแลระบบที่ demo.local ถือว่าเป็น Administrator Account ในระดับ Enterprise Admin Groups จะสามารถเข้ามาปรับแต่ง Child Domain และ Domain Tree ได้เช่นกัน
ประเภทของ Active Directory Domain Controller และการนำไปใช้งาน,Additional Domain Controller,Child Domain,Domain Tree
คำอธิบายรูปแรกบนหน้าปกของวิชานี้ (แบบสั้น ๆ ) ถึงการใช้งานตามสถานการณ์ของแต่ละประเภท

Promote Additional Domain Controller

Promote Additional Domain Controller
Domain Controller ที่เราดูแลนั้นมีความพร้อมในการให้บริการมากน้อยแค่ไหน ถ้าคุณมี Domain Controller เพียงเครื่องเดียว แล้วไม่สามารถให้บริการ Active Directory ได้คุณจะทำอย่างไร วันนี้ไอทีซีซ่าขอเสนอ การสร้าง Backup Domain Controller เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่ Primary Domain Controller (PDC) ไม่สามารถให้บริการได้
องค์กรใครที่มี Domain Controller เพียงเครื่องเดียวที่รองรับการใช้งานจาก User ทั้งหลาย ระวังไว้ให้ดีนะครับ ถ้า DC คุณล่มไปล่ะก็ ฝันร้ายตามมาแน่ ๆ คุณอาจจะคิดว่า ฉันมี Backup เดี๋ยวก็ Restore ใหม่ได้ แล้วช่วงเวลา Downtime ที่เกิดขึ้นล่ะครับ User จะรอได้ไหม ใช้เวลาเท่าไหร่ในการ Recovery หรือถ้าคุณบอกว่า Promote โดเมนง่าย ๆ ทำแปปเดียวก็ได้ แล้วถ้าคุณมี File Server ด้วยล่ะ สิทธิ์ต่าง ๆ คุณจะต้องกำหนดใหม่ทั้งหมดเลย โอ้ย แค่นี้ก็หิวตับแล้วครับ
ทางเลือกคือ คุณควรมี Domain Controller สำรองอีกเครื่อง ซึ่งสามารถใช้งานทดแทนเมื่อ Domain Controller เครื่องหลักคุณไม่สามารถทำงานได้ โดยเครื่อง DC เครื่องที่ 2 นี้ จะถูกเรียกว่า Additional Domain Controller หรือบางทีก็เรียกว่า Backup Domain Controller (BDC) โดยครั้งนี้จะเป็นการสร้าง BDC แบบเขียน อ่านได้ทั้งฝั่ง PDC และ BDC ด้วย ไปดูวิธีทำกัน

เตรียมความพร้อมก่อนการ Promote Additional Domain Controller

ตรวจสอบ IP Address บนเครื่องก่อนว่าสามารถติดต่อกับเครื่อง PDC ได้ไหม อาจจะทดสอบวิธีง่าย ๆ ด้วยการ Ping ไปยังเครื่อง PDC ดูก่อน แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือ คุณต้องสามารถ Resolve DNS ของเครื่อง PDC ได้ ซึ่งคุณจะต้องพิมพ์คำสั่ง nslookup บนเครื่อง BDC เพื่อตรวจสอบก่อนดังนี้
nslookup
ซึ่งผลตอบรับคุณจะต้องได้ IP Address ของ Domain ตอบกลับมา ตัวอย่างเช่น
Name:        domain.local
Address:     192.168.100.1
ถ้าคุณไม่ได้คำตอบคล้ายเช่นนี้ ให้ตรวจสอบว่า การตั้งค่า IP Address ถูกต้องหรือไม่ โดยคุณจะต้องตั้งค่า Preferred DNS Server ไปยัง IP Address ของเครื่อง PDC เสียก่อน แล้วทดสอบ nslookup อีกครั้ง ซึ่งหากทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ลงมือกันต่อ

เริ่ม Promote Additional Domain Controller

เมื่อคุณหาเครื่อง Server เครื่องใหม่ได้แล้ว ก็พิมพ์คำสั่ง dcpromo ที่ Start > Run เหมือนกับตอน Promote First Domain Controller เลย แล้วคลิก Next ไปกระทั่งจนถึงหน้า Choose a Deployment Configuration เลือก Existing forest, Add a domain controller to an existing domain แล้วคลิก Next.
Choose a Deployment Configuration
หน้า Network Credentials พิมพ์ domain.local ลงในช่อง Type the name of any domain, คลิก Set ที่ตัวเลือก Alternate credentials แล้วพิมพ์ Username, Password ของ Administrator บนเครื่อง Primary Domain Controller
Network Credentials
หน้า Select a Domain เลือก Domain หลักที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิก แล้วคลิก Next.
Select a Domain
หน้า Select a Site คลิก Next.
Select a Site
หน้า Additional Domain Controller Options เลือก Global Catalog ไว้ด้วย, คลิก Next.
Additional Domain Controller Options
เมื่อมี Dialog ปรากฏขึ้นมาให้เลือก Yes, Dialog นี้แค่บอกว่าเราไม่ได้สร้าง DNS Zone ไว้รองรับ ซึ่งไม่เป็นไรครับ หลังจากขั้นตอนนี้เสร็จสิ้น Zone ทั้งหลายก็จะถูก Transfer จากเครื่อง PDC มายัง BDC เอง
หน้า Location for Database, Log Files, and SYSVOL คลิก Next.
หน้า Directory Services Restore Mode Administrator Password ใส่รหัสสำหรับ Restore เหมือนกันทั้ง 2 ช่อง แล้วคลิก Next.
หน้า Summary คลิก Next.
(ย้อนกลับไปดูการ Promote First Domain Controller)
หลังจาก Promote Additional Domain Controller เสร็จ สิ่งที่คุณต้องทำต่อไปคือ กำหนด IP Address ของเครื่อง Client โดยการเพิ่ม Alternate DNS Server มายังเครื่อง Additional นี้ เพื่อที่เวลาเครื่อง DC หลักมีปัญหาเมื่อไหร่ DNS ของ Client ก็ยังสามารถ Rotate มาสอบถามจากเครื่องสำรองได้ และก็ยังค้นหาโดเมนเนมในองค์กรเจอ ทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการ Resolve Name และ Authentication ได้ต่อไป

9/09/2558

ติดตั้ง Windows ไม่ได้ Error : Windows cannot be installed to this disk

ติดตั้ง Windows ไม่ได้ Error : Windows cannot be installed to this disk

การแก้ไขลง Windows ในคอมพิวเตอร์ไม่ได้

Windows_cannot_be_installed

สำหรับคนที่กำลังจะทำการลง Windows ต่างๆในคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ตอนที่เราจะทำการลง Windows นั้นเราไม่สามารถลงได้ แต่เราจะพบกับ Error ที่ขึ้นมาว่า "Windows cannot be installed to this disk. the selected disk has an MBR partition table. On EFI system, Windows can only be installed to GPT disks." และเราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เดี๋ยวผมพามาดูกันครับ
UEFI (Unified Extensible Firmware Interface) คือ Firmware สำหรับ PC ที่ออกแบบมาเพื่อใช้แทน BIOS (Basic Input/Output Aystem) โดย UEFI พัฒนาออกแบบมาให้ทำงานควบคู่กับ Software เพื่อแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ของ BIOS

วิธีการแก้ไข Windows cannot be installed to this disk. the selected disk has an MBR partition table

1. ให้เราทำการ Restart คอมพิวเตอร์ > จากนั้นทำการ กดปุ่ม F10 หรือ ปุ่ม "Delete"  บน Keyboard ของเรา
2. จากนั้นไปที่เมนู Boots > Source Boots (ทำการ Disable) ให้ทำการปิด Disable UEFI Boot Source.
3. และทำการ Save โดยเลือก File > Save Changes > Exit
4. ทำการติดตั้ง Windows แบบเดิม ทีนี้คุณก็สามารถติดตั้ง Windows ได้แล้วครับ
เท่านี้เราก็สามารถทำการติดตั้ง Windows ได้แล้วครับ
ข้อแนะนำ
สำหรับใครที่ ซื้อ Harddisk ขนาด 2 TB ขึ้นไป ให้ทำการ Convert HDD เป็น GPT แล้วลงแบบใช้ UEFI จะดีกว่าครับ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

**สำหรับใครที่อยากลง Windows 7 , Windows 8.1 หรือ Windows 10 โดยลงแบบ Windows UEFI ให้ทำตามนี้ครับ >> วิธีการลง Windows UEFI  หรือ ให้ทำการปรับ USB Bootable ให้เป็นแบบ UEFI/BIOS